ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะคูริล ซึ่งรัสเซียเรียกว่า “หมู่เกาะคูริล” ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” เป็นหนึ่งในปัญหาด้านดินแดนที่ยืดเยื้อที่สุดในเอเชียตะวันออก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัสเซียกับญี่ปุ่นยังไม่สามารถบรรลุสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างกันได้อย่างเป็นทางการ
หมู่เกาะดังกล่าวทอดตัวระหว่างคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซีย กับเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น โดยพื้นที่พิพาทอยู่ที่เกาะทางตอนใต้ 4 แห่ง ได้แก่ อีตูรุป ( Iturup ) คูนาชิร์ ( Kunashir ) ชิโกตัน ( Shikotan ) และกลุ่มเกาะฮาโบไม ( Habomai ) ซึ่งญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่า “ดินแดนทางเหนือ”
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ด้านดินแดนระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นมีการกำหนด และปรับเปลี่ยนเส้นเขตแดนหลายครั้ง โดยสนธิสัญญาชิโมดะในปี 2398 กำหนดให้เขตแดนอยู่ระหว่างเกาะอีตูรุปกับเกาะอูรุป ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีอำนาจเหนือหมู่เกาะทางตอนใต้ ขณะที่รัสเซียดูแลพื้นที่ทางตอนเหนือ
ต่อมา ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันในสนธิสัญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อปี 2418 ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนดินแดน โดยญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์เหนือหมู่เกาะคูริลทั้งหมด ขณะที่รัสเซียได้สิทธิ์เหนือเกาะซาคาลิน

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของนายโจเซฟ สตาลิน ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น เมื่อเดือนส.ค. 2488 และส่งกองกำลังเข้ายึดครองหมู่เกาะคูริลทั้งหมด รวมถึงเกาะทางตอนใต้ทั้ง 4 แห่ง ซึ่งญี่ปุ่นยังคงอ้างกรรมสิทธิ์จนถึงปัจจุบัน
หลังการยึดครอง ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากถูกขับออกจากพื้นที่ และมีการนำประชาชนจากสหภาพโซเวียตเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ส่งผลให้ข้อพิพาทกลายเป็นปัญหาทางประวัติศาสตร์และการเมือง ที่ฝังรากลึกระหว่างสองประเทศ
ญี่ปุ่นยืนยันว่าเกาะทั้ง 4 แห่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะคูริลที่ญี่ปุ่นตกลงสละสิทธิ์ตามสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก ฉบับปี 2494 อีกทั้งสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงเห็นว่าการครอบครองพื้นที่ของรัสเซียในปัจจุบัน ไม่อาจถือเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรม
ในทางตรงกันข้าม รัสเซียยืนยันว่าอธิปไตยเหนือหมู่เกาะดังกล่าวเป็นผลจากการจัดระเบียบดินแดนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้รับการรับรองจากข้อตกลงระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และถือว่าประเด็นอธิปไตยเหนือหมู่เกาะได้รับการยุติไปแล้ว
ความแตกต่างด้านการตีความประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศโดยทั้งรัสเซียและญี่ปุ่น จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างสองประเทศ
นอกจากเรื่องอธิปไตย หมู่เกาะคูริลยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของรัสเซีย เนื่องจากทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติและมีช่องทางทางทะเล ที่เชื่อมทะเลโอคอตสค์กับมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีบทบาทต่อการเคลื่อนกำลังของกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่มขีดความสามารถทางทหารบนหมู่เกาะ ด้วยการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ
ขณะที่ทำเลของหมู่เกาะยังมีความสำคัญต่อการควบคุมเส้นทางเดินเรือ และการรักษาความมั่นคงทางทะเลของรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก
นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบยังอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งประมง ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชุมชนในภูมิภาค และมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาตินานาชนิด
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัสเซียและญี่ปุ่นพยายามหาทางประนีประนอมหลายครั้ง โดยหนึ่งในกรอบสำคัญคือปฏิญญาร่วมโซเวียต-ญี่ปุ่น ซึ่งลงนามร่วมกันเมื่อปี 2499 ซึ่งเปิดทางให้มีการส่งมอบเกาะชิโกตันและฮาโบไมแก่ญี่ปุ่น หลังการทำสนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือเกาะที่เหลืออีก 2 แห่ง ทำให้การเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อรัสเซียเพิ่มกิจกรรมทางทหาร และส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงลงพื้นที่หมู่เกาะพิพาท ขณะที่ญี่ปุ่นมักออกมาประท้วง ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่รัสเซียเดินทางเยือนพื้นที่ดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะหลังรัสเซียกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น และญี่ปุ่นยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาค
ปัญหาหมู่เกาะคูริลจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องดินแดน แต่เป็นผลพวงของประวัติศาสตร์สงคราม ความภาคภูมิใจและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ทางทะเล ตราบใดที่รัสเซียและญี่ปุ่นยังมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก การบรรลุสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างสองประเทศจึงยังคงเป็นเป้าหมายที่ห่างไกล.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS



