เมื่อวันที่ 14 ส.ค. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี บูรณาการร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ตำรวจทางหลวงจันทบุรี และสถานีตำรวจภูธรบ้านแปลง เข้าตรวจสอบความผิดปกติบริเวณฐานปฏิบัติการที่ 3 (ป่าไผ่) หมู่ 8 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยรวม 12 คัน พร้อมกลุ่มบุคคลชาวไทยและชาวกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ บุคคลบางส่วนได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าตามภูมิประเทศ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังติดตามและสามารถควบคุมตัวได้รวม 15 ราย ประกอบด้วยชาวกัมพูชา 14 ราย เป็นชาย 10 ราย หญิง 4 ราย และชาวไทยซึ่งต้องสงสัยเป็นผู้นำพา 1 ราย พร้อมตรวจยึดรถยนต์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 คันไว้ตรวจสอบ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มชาวกัมพูชาดังกล่าวเดินทางมาจากหลายจังหวัดในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย อาทิ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง โดยประสงค์เดินทางกลับประเทศกัมพูชา จึงติดต่อกลุ่มนายหน้าในประเทศไทยซึ่งอ้างว่าสามารถนำพาข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติได้ โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่าย รายละ 1,500 บาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำบันทึกการจับกุมและบันทึกการควบคุมตัวตามมาตรา 22 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การปฏิบัติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนจันทบุรี–ตราด โดยกองทัพเรือยังคงมาตรการ “ปิดด่าน 100%” โดยเฝ้าระวังและปิดกั้นช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการบูรณาการข้อมูลและกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย รวมถึงสกัดกั้นขบวนการนายหน้าหรือผู้นำพาที่แสวงหาประโยชน์จากการลักลอบข้ามแดน