มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเปิดงานว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ได้เห็นถึงอัจฉริยภาพและประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่าประเทศไทยเตรียมความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงนำวิทยาศาสตร์มาสู่ประเทศ หากมองย้อนกลับไป ประเทศไทยมีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้า ทั้งเรื่องรถไฟฟ้า ธุรกิจการบิน โรงเรียนแพทย์ การผลิตยาและวัคซีน ในวันนี้เราต้องเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ให้เป็นรายได้ของเกษตรกร อุตสาหกรรม และแรงงาน รวมถึงใช้ดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ ตลอดจนสร้างมูลค่าให้กับอาหารและพรรณไม้

ศ.ดร.กล่าวว่า ย้อนไปเมื่อในอดีตเคยเป็นคนที่ร่วมกิจกรรมในลักษณะนี้มาก่อน และเริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจากการพูดคุยกับผู้คนที่หลากหลาย มองว่าขณะนี้นร.นศ.ตลอดจนคนในวัยทำงาน เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่แน่นอน รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงของอาชีพจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เอไอ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิต ตลอดจนการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เทคโนโลยีด้านการแพทย์ช่วยให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ดังนั้นต้องหาแนวทางในการดูแลตนเองและช่วยเหลือผู้พิการให้เกิดความเท่าเทียมกันด้วยเทคโนโลยี
นอกจากนี้ต้องไม่มองเพียงแค่ภายในประเทศ แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีจากอาเซียน ยุโรป และอเมริกา เพื่อนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาประสานรวมกันในการส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งต้องการสื่อสารว่าเพื่อให้ทุกคนตระหนักว่า ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ในทุกรูปแบบ

“ในอดีต ผมเคยได้รับฟังเรื่องราวดีๆ จากรุ่นพี่ที่พูดเรื่องนิวเคลียร์จนเกิดแรงบันดาลใจให้อยากเรียนวิทยาศาสตร์ สิ่งนี้สะท้อนว่าการใส่ใจรายละเอียดของแต่ละบุคคลสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ เมื่อชีวิตคนหนึ่งเปลี่ยน ครอบครัว จังหวัด และประเทศชาติก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จนเกิดเป็นพลังที่เปลี่ยนโลกได้ในที่สุด” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่ามีความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ เพราะคือการเข้าใจเหตุและผล เช่น การมองดอกไม้ที่ไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่คือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างประเทศที่สวยงาม มีอากาศที่ดี มีอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และสามารถแปรเปลี่ยนความรู้เหล่านี้ให้กลายเป็นอาชีพได้ หากเข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง เราจะมองเห็นโอกาสที่มากขึ้น บางครั้งการอ่านตำราเล่มหนาหรือการฟังบรรยายอาจไม่เพียงพอต่อความเข้าใจ แต่การได้ลงมือปฏิบัติผ่านการนำเสนอที่เข้าใจง่ายดังเช่นในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติครั้งนี้ จะช่วยอธิบายเบื้องหลังของความสำเร็จในทุกรูปแบบ และตั้งเป้าใช้ “วิทยาศาสตร์การทูต” เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและสร้างความมั่นคง เพื่อให้เราเป็นผู้ให้ที่มีคุณค่าในเวทีโลก

ศ.ดร.ยศนันให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วิทยาศาสตร์จะช่วยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ภายใต้แนวคิดหลักการสร้างความยั่งยืนในโลกยุคใหม่ (Intelligence in Sustainable World) ผ่านนิทรรศการและการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นพลังงานและสร้างรายได้ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำและอากาศ
สำหรับแนวทางการสร้างความได้เปรียบของประเทศไทยนั้น สามารถใช้วิทยาศาสตร์ขับเคลื่อนได้คือการ มุ่งเน้นไปที่การยกระดับภาคการเกษตรซึ่งเป็นต้นน้ำ ให้กลายเป็นเกษตรมูลค่าสูง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจากเกษตรกรไปสู่การผลิตตัวยา ทั้งยาเคมี ยาชีววัตถุ และยาสมุนไพร รวมถึงการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี ยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นการออกแบบ ผลิต และถือครองทรัพย์สินทางปัญญาภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่ถูกลง

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 เป็นความร่วมมือของเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย โดยร่วมกันนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมมาจัดแสดงในรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงและมีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่เพียงในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการ แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสามารถนำไปใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนสืบสานพระราชปณิธานด้านวิทยาศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้าต่อไป

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า ภายในงานมีนิทรรศการและกิจกรรมไฮไลต์มากมาย อาทิ นิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge ที่ชวนเรียนรู้บทบาทของ AI และทักษะที่มนุษย์ต้องมีในโลกยุคใหม่ นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth : The invisible power) ที่เปิดโลกแร่ธาตุหายากซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึง นิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก (Over The Bloom) และ นิทรรศการความลับของท้องทุ่ง (The Hidden World of Rangelands) ที่นำเสนอเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหาร

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบรางวัล Prime Minister’s Science Award 2026 เพื่อเชิดชูเกียรติเยาวชนและครูผู้มีผลงานโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงานที่ได้รับรางวัลครอบคลุมหลากหลายสาขา ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมควบคุมศัตรูพืชด้วยระบบอัตโนมัติ การพัฒนาไบโอมาร์กเกอร์และอุปกรณ์ช่วยคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การฟื้นฟูปะการังโดยผสานเทคโนโลยีระดับโมเลกุลกับข้อมูลดาวเทียม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการวินิจฉัยโรคมาลาเรีย และการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI เพื่อช่วยคัดกรองและติดตามผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สะท้อนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน หน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ร่วมจัดแสดงผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำเสนอ “NRCT: Secrets Beneath the Earth” เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสตูลและสตูลจีโอพาร์ค สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) นำเสนออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7MATCH” ฝีมือคนไทยสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ นำเสนอเทคโนโลยีการวัดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) นำเสนอผลงานด้านอาหารแห่งอนาคต
นอกจากนี้ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ยังจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Interactive Learning ทั้ง Science Lab, Coding & AI และกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ลงมือปฏิบัติจริง พร้อมขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ภูมิภาคผ่าน “มหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถเข้าชม “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ได้ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานมีกิจกรรมและนิทรรศการสำหรับผู้เข้าชมทุกช่วงวัย เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง พร้อมค้นพบแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโลกแห่งอนาคต



