เมื่อวันที่ 15 ส.ค.นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อแผ่นดินไหว..ภัยใกล้ตัว มาจากประเทศเพื่อนบ้าน  โดยระบุว่า แผ่นดินไหวนอกประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดจากแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกและรอยเลื่อนมีพลังในประเทศเพื่อนบ้าน โดยแบ่งออกเป็น 4 บริเวณหลักที่ส่งผลกระทบในลักษณะที่แตกต่างกัน คือ

1.1. ประเทศเมียนมา (รอยเลื่อนสะกาย และรอยเลื่อนแผ่นดินไหวบนบก )พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคเหนือ เชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ภาคตะวันตก กาญจนบุรี, ตาก และกรุงเทพมหานคร โดยจะส่งแรงสั่นสะเทือนทางบกเข้ามายังประเทศไทยโดยตรง หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เมียนมาแรงสั่นสะเทือนจะรับรู้ได้ชัดเจนในภาคเหนือ และเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแอ่งที่ดินอ่อน ทำให้อาคารสูงเกิดการโยกคลอนอย่างรุนแรงหรือพังทลายได้

2.ตอนเหนือของเกาะสุมาตรา และหมู่เกาะนิโคบาร์ (ประเทศอินโดนีเซีย – อินเดีย) ในแนววงแหวนแห่ไฟ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือภาคใต้ฝั่งอันดามัน(ภูเก็ต,พังงา,กระบี่, ระนอง, ตรัง, สตูล)และอาคารสูงในกรุงเทพฯ แรงสั่นสะเทือนจะสามารถรับรู้ได้ในจังหวัดภาคใต้และบนตึกสูงของกรุงเทพฯ อาจเกิดภัยสึนามิ หากเกิดแผ่นดินไหวแนวมุดตัวขนาดใหญ่ในทะเล (ระดับ 7.5-9.0+ แมกนิจูด) จะสามารถก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มชายฝั่งอันดามันของไทยได้ เหมือนเช่นเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2547

3.ประเทศสปป.ลาว และตอนใต้ของจีนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น น่าน, พะเยา, เชียงราย, เลย, อุดรธานี รวมถึงกรุงเทพฯ แผ่นดินไหวบนบกมาจากรอยเลื่อนในลาว (เช่น รอยเลื่อนแม่จันส่วนต่อขยายหรือรอยเลื่อนในแขวงไซยะบุรี) จะส่งคลื่นสั่นสะเทือนมาทำให้อาคารบ้านเรือนในภาคเหนือและอีสานสั่นไหวอย่างรุนแรง และตึกสูงในกรุงเทพฯ สามารถรับรู้ได้เช่นกัน

4.ประเทศเวียดนาม และทะเลจีนใต้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (เช่น อุบลราช ธานี, ศรีสะเกษ) เมื่อเกิดแผ่นดินไหวบริเวณตอนกลางหรือตอนใต้ของประเทศเวียดนาม แม้จะเกิดไม่บ่อยเท่าฝั่งตะวันตก แต่หากมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ (5.0 แมกนิจูดขึ้นไป) จังหวัดชายแดนภาคอีสานของไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดจะสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นไหวได้