แหล่งข่าวจาก สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย) เปิดเผยว่า ตัวแทนสมาคมฯ และผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซได้ เข้าพบสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อร้องเรียนและติดตามปัญหาการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังจากช่วงที่ผ่านมาพบแพลตฟอร์มได้จำกัดทางเลือกบริษัทขนส่ง และการปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นหลายครั้ง ส่งผลกระทบต้นทุนของร้านค้า พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายจำกัดการแข่งขันหรือสร้างความไม่เป็นธรรมในตลาดหรือไม่
“การร้องเรียนครั้งนี้สะท้อนปัญหาที่มากกว่าค่าธรรมเนียมแพงขึ้น เพราะผู้ประกอบการไม่มีอำนาจต่อรองของตัวเองบนแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การไม่มีสิทธิเลือกบริษัทขนส่ง การกำหนดค่าบริการ โปรโมชั่น ในวันที่แพลตฟอร์มออนไลน์และอีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า”
ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถดิจิทัลไทย รัฐสภา กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนผ่านสมาคมฯ ก่อนรวบรวมผู้ได้รับผลกระทบเพื่อส่งต่อข้อมูลมายัง กขค. โดยมองว่า ปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะร้านค้าบางราย แต่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการทั่วประเทศและระบบเศรษฐกิจออนไลน์ ซึ่งล่าสุดค่าบริการของแพลตฟอร์มมีการปรับเพิ่มอีก 3% ทำให้ค่าบริการรวมทะลุเกิน 30% ขณะที่การใช้คูปองและกลไกราคาหลายรูปแบบยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และกำไรของผู้ขายบนแพลตฟอร์ม
“ตลาดมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่มีอำนาจสูง ขณะที่ร้านค้าต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงต้องการเห็นภาครัฐเข้ามาสร้างกรอบการแข่งขันที่เป็นธรรมทั้งต่อผู้ขายและแพลตฟอร์ม เพราะเกิดความไม่เป็นธรรม เกิดภาวะอำนาจเหนือตลาด รายใหญ่ไม่กี่เจ้าสามารถควบคุมตลาดได้ทั้งหมด ผู้ค้า หรือผู้ประกอบการายเล็กหลายคนยิ่งขายยิ่งเจ๊ง นอกจากนี้ ยังอยากให้มีการหารือถึงการเพิ่มความแข็งแรงให้แพลตฟอร์มสัญชาติไทย รวมถึงแนวคิด อี-มาร์เก็ตเพรส ของไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ” นายภาวุธ กล่าว

ขณะที่ นายเจตน์ โสภิตวิริยาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดดิจิทัล เจ้าของเพจ Jade : เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง และเจ้าของร้านค้าออนไลน์ กล่าวว่า การเข้าร่วมครั้งนี้ต้องการรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังเคยสะท้อนปัญหาผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นมาแล้วหลายครั้ง โดยหนึ่งในกรณีที่ได้รับฟังคือ ร้านค้าขายสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งต้องจัดส่งให้ทันรอบที่แพลตฟอร์มกำหนด แต่รถขนส่งที่ระบบจัดไว้ไม่เข้ารับสินค้า ผู้ขายจึงกังวลว่าหากส่งไม่ทันอาจกระทบคะแนน การมองเห็น หรือการรับเงิน จนบางครั้งต้องจัดหารถขนส่งไปส่งสินค้าเอง
“ แม้แพลตฟอร์มอาจเปิดให้ร้านค้าขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งได้ แต่ในทางปฏิบัติยังมีเงื่อนไขประกอบ เช่น ต้องเกิดปัญหาจากผู้ให้บริการเดิมถึงระดับหนึ่งก่อน จึงตั้งคำถามว่าร้านค้ามีสิทธิเลือกขนส่งได้จริงมากน้อยเพียงใด อีกปัญหาคือ ผู้ได้รับผลกระทบบางส่วนไม่ต้องการเปิดเผยตัว เพราะยังต้องพึ่งแพลตฟอร์มเป็นช่องทางขายสินค้าและกังวลว่าอาจกระทบต่อการมองเห็นหรือรายได้ แม้ข้อกังวลดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริงจากการร้องเรียน”
นายเจตน์ กล่าวต่อว่า ต้องการเห็นระบบติดตามเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทราบว่า เรื่องที่ยื่นไปอยู่ในขั้นตอนใด ต้องรอข้อมูลจากฝ่ายใด และมีกรอบระยะเวลาดำเนินการเท่าใด
“บริษัทขนส่งร้องเรียนเรื่องนี้มาเป็นปี ตอนนี้ยังเลือกไม่ได้เลย แบบนี้มันเป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการหรือไม่ ต่อให้ กขค. บอกว่าเปลี่ยนได้ แต่ช่วยบอกหน่อยว่าเงื่อนไขการเปลี่ยนคืออะไร ส่วนกระบวนการร้องเรียน ก็ช่วยทำเหมือน Traffy Fondue ได้หรือไม่ กดเปิดเข้าไป เคสนี้อยู่ตรงไหนแล้ว อัปเดตอย่างไร กำลังเรียกคู่กรณีมาให้ข้อมูลไหม แล้วเรียกมานี่ให้เวลากี่วัน อันนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการร้านค้าทุกคนอยากรู้” นายเจตน์ กล่าว



