ในห้องเรียน “วิชายั่งยืน” มักจะมีคำถามจากนักศึกษาว่าทำไม “เราถูกบังคับให้ลดการปล่อยคาร์บอน” ทำไมเรา “ต้องรู้” ต้องคำนวณให้เป็นว่าปล่อยเท่าไร “ต้องลด” ให้ปล่อยน้อยที่สุด และ “ต้องชดเชย” ให้คาร์บอนเป็นศูนย์ Net Zero

พออาจารย์ถามว่านักศึกษาทราบไหมว่า “แต่ละคนปล่อยคาร์บอนปีละเท่าไร” และ “ปีหนึ่งเราปล่อยคาร์บอนได้ไม่เกินกี่ตัน” นักศึกษาส่วนใหญ่จะทำตาเหม่อลอยงง ลองถามน้อง ๆ ที่รับปริญญาในแต่ละปี จะรู้ว่ามีคนรู้เรื่องนี้กี่คน
ถ้าไม่อยากโลกเดือด เราทุกคนต้องรับผิดชอบโดยไม่ปล่อยคาร์บอนเกิน 2 ตันต่อปี หรือไม่เกิน 5.5 กิโลต่อวัน
แล้วจะคำนวณยังไง ถ้ายังไม่ทราบ ลองเข้าแอปคาร์บอน เช่น “Net Zero Man” กรอกข้อมูลการใช้ชีวิตประจำวันของเรา แล้วแอปจะคำนวณคร่าว ๆ ให้ ส่วนใหญ่คนกรุงจะปล่อยราว 8-12 ตันต่อปี ซึ่งเกินไปมาก

เราปล่อยคาร์บอนจากการเดินทาง จากพลังงานของยานพาหนะ การอยู่อาศัยที่ทั้งเปิดแอร์ เปิดน้ำ เปิดไฟ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ โรงไฟฟ้าฟอสซิลปล่อยคาร์บอนสูง เสื้อผ้าและสิ่งของที่เราใช้ โรงงานที่ผลิตก็ปล่อยคาร์บอนมหาศาล และปัจจุบันการทำงานที่ใช้ AI ก็กินทั้งน้ำ ทั้งไฟ ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่รักษ์โลก เหล่านี่ยิ่งเร่งให้โลกยิ่งเดือด
นักนิเวศวิทยาคำนวณว่า ถ้าเราอยากใช้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนคนเมืองในปัจจุบัน โลกของเราไม่ควรมีประชากรเกิน 3,000-4,000 ล้านคน ทรัพยากรต่าง ๆ จะฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ให้เราใช้ได้อย่างยั่งยืน เรามีประชากรได้แต่ คนละครึ่ง
ตอนนี้เราใช้ทรัพยา กรธรรมชาติเหมือนเรามีโลก 2 ใบ เร่งทำลายทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลจนไม่เหลือ ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้

เรากำลังได้รับผลกรรม และบทลงโทษจากธรรมชาติ ทั้งความร้อนระอุ แห้งแล้ง ภัยพิบัติทั้งพายุ น้ำท่วม โคลนถล่ม ธรณีสูบ แผ่นดินไหว สึนามิ ที่ทำให้ผู้ตนล้มตายมากขึ้น ไม่นับรวมโลกระบาดที่มีโอกาสคร่าชีวิตคนลงครึ่งโลก หรือแม้แต่การทำลายล้างจากฝีมือมนุษย์ด้วยสงครามล้างโลก
สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณการปรับสมดุลโลกของทฤษฎีสมคบคิด ลดคนลงครึ่งหนึ่ง หรือ ใช้ทรัพยากรได้ครึ่งเดียว.



