เมื่อวันที่ 17 ส.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศอินโดนีเซีย พยายามดึงค่ายรถยักษ์ใหญ่ อย่างโตโยต้า ไปลงทุน ว่า ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญจากฐานการผลิตและซัพพลายเชนที่สะสมมานาน ขณะที่บริษัทโตโยต้า ก็มีฐานการลงทุนในอินโดนีเซียและผลิตรถบางประเภทอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในไทยขยายตัวทั้งทางกว้างและทางลึก
“การย้ายหรือขยายฐานผลิตไปประเทศอื่นไม่ใช่เรื่องตัดสินใจได้ทันที เพราะต้องดูความพร้อมของซัพพลายเชน แรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และระบบสนับสนุนทั้งหมด หากยังไม่พร้อม การย้ายฐานหลักย่อมทำได้ยาก พร้อมเชื่อว่าค่ายรถญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ”
อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า มาตรการที่กระทรวงการคลังเตรียมปรับปรุงภาษี เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตในไทย จะช่วยหนุนการผลิตและการลงทุนในประเทศให้เดินต่อได้ดีขึ้น
ส่วนข้อกังวลเรื่องรายได้รัฐจากภาษีนำเข้า เลขาธิการ สศช.เห็นว่า ผลกระทบมีจำกัด เพราะรายได้จากอากรนำเข้าลดความสำคัญลงมากแล้ว จากผลของความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอและเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศในหลายกรอบ การเจรจา ดังนั้นจึงควรมองประโยชน์จากการจ้างงานและมูลค่าเพิ่มในประเทศมากกว่ารายได้ภาษีเพียงด้านเดียว
นายดนุชา กล่าวถึงกรณีที่ยอดการส่งออกรถยนต์ลดลง ว่า แนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่องมาจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป หรือไอซีอี โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง ซึ่งหลายประเทศเริ่มตั้งเงื่อนไขคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันตลาดโลกแข่งขันสูงจากรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าแชมเปี้ยนของไทยยังขยายตัวได้ดี โดยเติบโตประมาณ 50% สะท้อนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีฐานสินค้าที่แข็งแรง แม้บางกลุ่มผลิตภัณฑ์ต้องเผชิญแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่
ส่วนกรณีที่เอฟทีเอไทย-จีน ได้ทำให้ภาษีนำเข้ารถยนต์เป็นศูนย์ จึงเกิดการนำเข้ารถยนต์อีวี จำนวนมากนั้น ยืนยันว่าปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการอีวีที่ชัดเจน โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศอ จึงถึอเป็นแรงจูงใจกึ่งบังคับให้เกิดฐานผลิตจริง ไม่ใช่เพียงการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศเท่านั้น ขณะที่ชิ้นส่วนรถยนต์อีวี บางรายการที่ไทยยังผลิตไม่ได้ เช่น มอเตอร์หรือระบบขับเคลื่อน อาจต้องอำนวยความสะดวกให้นำเข้าก่อนในช่วงแรก แล้วค่อยพัฒนาให้เกิดการผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถสันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า



