เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 ส.ค. ภายหลังเสร็จสิ้นรายการโหนกระแส ที่อาคารมาลีนนท์ทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 หรือช่อง 3 นางสาวชมมณี น้อยจันทร์ หรือ “ป้าดา” กรณีมหากาพย์ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่มารอดักทำข่าว โดยเปิดเผยว่า ตนขอพูดถึงสองเรื่องสำคัญ

เรื่องแรกเกี่ยวกับวัดป่าอดุลยาราม โดยระบุว่าหลักฐานของทางวัดก็มีและฝ่ายของตนก็มี ต่างคนต่างมีหลักฐานจึงไม่เป็นไร จะไปตามหาความจริงเพื่อให้ครอบครัวล้างมลทิน จากที่มีการมองว่าครอบครัวไปบุกรุก ไปตีวัด ไปตีพระ ยืนยันว่าไม่ใช่การไปสร้างความทุกข์ แต่เป็นการตามหาความจริง ทางทายาทเชื่อมั่นว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่วัด แต่โฉนดเป็นของนายเฮียง พิมพ์ศรี

ทั้งนี้ได้พูดคุยกันแล้วว่าจะไปตรวจสอบความเป็นมาของหลักฐานทั้งหมดว่าวัดมาถูกต้องหรือไม่ หากมาถูกต้องโดยไม่มีปัญหาใดๆ ครอบครัวจะไม่ติดใจและมีกติกาของตน แต่ถ้ามาไม่ถูกต้องก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง เพราะทางเราเชื่อมั่นว่ามาไม่ถูกต้อง ประเด็นที่ไม่ถูกต้องคือตนเคยไปตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีชื่อในทำเนียบวัด และโฉนดเลขที่ 61945 ยังคงเป็นชื่อของคุณตาคือนายเฮียง จึงต้องตั้งคำถามว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป กรรมสิทธิ์เป็นของตาเฮียง แต่โฉนดเป็นของตาเฮียง เมื่อทายาทเข้าไปในพื้นที่กลับถูกตำรวจมองและจับกุมออกหมายเรียก รวมถึงจะออกหมายเรียกญาติที่อยู่ขอนแก่น จนทำให้ล้มป่วยด้วยความเสียใจ ซึ่งครอบครัวต้องพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกและความจริงคืออะไร สำหรับเรื่องวัดป่าอดุลยาราม มีเท่านี้

ส่วนเรื่องที่สอง ป้าดา ระบุว่า ตนโดนกระทำมาเป็นระยะเวลายาวนาน ถูกอุ้ม ถูกยัดคดี และถูกพยายามฆ่ารวม 8 คดี โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ยัดคดีโดยไม่มีหลักฐาน ไปจ้างวานให้โจรมาดำเนินการ ทำให้ตนและบริวารหลายสิบบริวารเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมฝากถึงสื่อมวลชนและประชาชนบนผืนแผ่นดินไทยให้ออกมาพูดและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง พร้อมทั้งพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ เรียกร้องให้ลงมาดูแลความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจังด้วย

นอกจากนี้ ป้าดา ระบุเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินและกระดูกของบรรพบุรุษอยู่ที่ย่านพระโขนง ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันหน่วยงานราชการได้ดำเนินการให้ทุกอย่างครบถ้วนและถูกต้องหมดแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหากับบุคคลที่มายัดคดีปล้นและพยายามฆ่า ซึ่งเป็นคดีอาญาที่เคยขึ้นศาลและมีคำพิพากษาจำคุก แต่ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้ต้องหา ปัจจุบันตนเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว เรื่องอื่นคงไม่ต้องทำอะไรอีก

ก่อนที่ป้าดา จะรีบขึ้นรถ โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวใช่หรือไม่ ซึ่งป้าดา ได้ตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่นว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว และตนจะสู้กลับอย่างแน่นอน โดยหลังจากนี้ตนจะไปหนังสือทวงถามการจัดตั้งวัดกับสำนักงานพระพุทธศาสนา.