เมื่อวันที่ 17 ส.ค. รายการโหนกระแสวันนี้ ยังพูดคุยกรณีที่ดิน 26 ไร่ ของนายเฮียง ที่ทางวัดระบุว่านายเฮียงยกให้นานแล้ว และศาลก็พิพากษาว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยไม่จำเป็นต้องทำเรื่องโอนหรือเปลี่ยนชื่อในโฉนด ขณะที่ทางทายาทยังมีข้อสงสัย เชื่อว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาท เพราะชื่อในโฉนดยังเป็นของนายเฮียง ไม่ได้มีการเปลี่ยนไปเป็นของวัด พร้อมตั้งคำถามว่าหากถูกต้องจริง เหตุใดจึงไม่โอนเป็นชื่อวัด หรือเพราะไม่สามารถทำได้ใช่หรือไม่
‘ป้าดา’ ตัวแทนฝั่งทายาท ยังยันความบริสุทธิ์ใจของฝ่ายทายาท โดยยึดถือตามกฎหมายที่ดินเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันโฉนดที่ดินเลขที่ 61945 ยังคงปรากฏชื่อนายเฮียง เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แม้ฝ่ายวัดจะอ้างว่ามีการอุทิศที่ดินให้ตั้งแต่นานมาแล้ว แต่นายเฮียงได้เสียชีวิตลงในปี 2534 ก่อนที่กระบวนการตั้งวัดจะเสร็จสิ้นในปี 2541 ทำให้ทายาทเกิดความสงสัยในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ป้าดา อ้างว่า ที่ผ่านมาพยายามหาข้อเท็จจริง เคยเดินทางไปตรวจสอบกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น และพระผู้ใหญ่ในสายบังคับบัญชา เพื่อขอดูทำเนียบวัดในภาคอีสาน แต่กลับไม่พบชื่อวัดป่าอดุลยาราม โดยป้าดายังระบุว่า เมื่อไปถามสำนักงานพุทธฯ จังหวัด กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่มีหลักฐาน” พอไปถามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็โยนกลับมาที่จังหวัดอีก ทำให้ทายาทเกิดความเคลือบแคลงใจว่ามีการปกปิดข้อมูลหรือมีกระบวนการที่ไม่โปร่งใสหรือไม่
เมื่อถามว่าแล้วจะต้องทำอย่างไรถึงจะยอมจบ เพราะตอนนี้สองฝ่ายยึดถือกฎหมายคนละฉบับ มองคนละมุม ป้าดาได้ย้ำจุดยืนว่า ตนไม่ได้ดื้อดึงและไม่ได้ต้องการจะแย่งชิงที่ดินวัดมาเป็นของตนเอง แต่ต้องการเห็นความถูกต้อง และเชื่อว่าวัดนี้ตั้งขึ้นมาโดยมิชอบ
เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ถามย้ำว่า ถ้าหากให้ดูเอกสาร แล้วข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นมาว่าที่นี่เป็นวัดแล้วตั้งแต่แรก ถูกต้อง จะทำอย่างไร ป้าดาตอบสั้น ๆ ว่า “จบ”
ป้าดาย้ำว่า เธอต้องการเห็นกระบวนการและเอกสารที่เป็นประจักษ์แก่สายตา ไม่ใช่เพียงอุปทานหมู่ที่คนส่วนใหญ่เชื่อตาม ๆ กันว่าทำถูก โดยเธอยืนยันจะขอเข้าไปตรวจสอบเอกสารที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วยตนเอง หากหลักฐานทุกอย่างถูกต้องและมีที่มาที่ไปที่ชัดเจน เธอก็พร้อมจะจบ แต่เธอจะต้องขอไปตรวจสอบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอกสารดังกล่าวด้วย ว่าทำถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่



