คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ให้กระทรวงกลาโหมลดระดับการเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมประจำปี “อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield) กับเกาหลีใต้ “ลงอย่างมีนัยสำคัญ” สะท้อนทิศทางนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลทรัมป์ ที่อาจส่งผลกว้างไกลเกินกว่าคาบสมุทรเกาหลี
การซ้อมรบครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-27 ส.ค. โดยมีกำลังพลเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย และมุ่งเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางทหารของเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์รูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีด้วยโดรน การรบกวนสัญญาณจีพีเอส และการโจมตีทางไซเบอร์ การตัดสินใจลดบทบาทของสหรัฐจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ยังมีนัยต่อความพร้อมรบและความน่าเชื่อถือของพันธมิตร
มิติแรก คือแนวทางการทูตที่เน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทรัมป์ระบุว่าไม่พอใจการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และกล่าวถึงกรณีที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ไม่เข้าร่วมความพยายามของสหรัฐในการกดดันรัฐบาลเตหะรานและปลดอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่มองความสัมพันธ์กับพันธมิตรผ่านการแบ่งปันภาระและผลประโยชน์มากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคหนึ่งจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับนโยบายของสหรัฐในอีกภูมิภาคหนึ่งมากเพียงใด
มิติที่สอง คือการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับเกาหลีเหนือ ทรัมป์ย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเขากับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และวิจารณ์การซ้อมรบว่า เป็นการส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลเปียงยาง แม้เกาหลีเหนือจะยังคงพัฒนาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธอย่างต่อเนื่องก็ตาม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนรูปแบบการทูตที่ให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำมากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะการลดกิจกรรมทางทหารเพื่อรักษาบรรยากาศทางการเมือง อาจถูกมองว่า เป็นการผ่อนปรนให้เกาหลีเหนือโดยที่รัฐบาลเปียงยางยังไม่ได้แสดงความคืบหน้าที่ชัดเจน ในด้านการปลดอาวุธนิวเคลียร์
มิติที่สาม คือความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพันธมิตร การซ้อมรบร่วมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงฝึกการรบ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการประสานการทำงานของกองทัพทั้งสองประเทศ การลดบทบาทของสหรัฐอย่างกะทันหัน จึงอาจสร้างความกังวลให้กับเกาหลีใต้ เกี่ยวกับระดับการรับประกันความมั่นคงและ “ร่มนิวเคลียร์” ของสหรัฐ
หากความไม่แน่นอนดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง เกาหลีใต้อาจต้องหันมาเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การถกเถียง เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง
มิติสุดท้าย คือผลกระทบต่อดุลอำนาจในอินโด-แปซิฟิก การลดระดับความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ย่อมถูกจับตาจากจีนและรัสเซีย ซึ่งอาจประเมินว่าความมุ่งมั่นของรัฐบาลวอชิงตันต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออกกำลังเปลี่ยนแปลงไป
คำสั่งของทรัมป์จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดค่าใช้จ่ายหรือปรับรูปแบบการซ้อมรบ แต่เป็นสัญญาณถึงแนวทางใหม่ที่สหรัฐให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ และการแบ่งภาระกับพันธมิตรมากขึ้น ขณะที่ผลลัพธ์สำคัญที่สุดอาจอยู่ที่ความเชื่อมั่นของพันธมิตรและเสถียรภาพของดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกในระยะยาว.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



