การเดินทางข้ามทะเลสาบสงขลา และการเดินทางข้ามฟากไปยังเกาะลันตา ซึ่งในอดีตต้องเผชิญความยากลำบากจากการขับรถอ้อมไกลและการรอคิวแพขนานยนต์เป็นเวลานาน กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ 2 โครงการ ได้แก่ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมการก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569


อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่ต้องวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมการก่อสร้าง คือประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพื้นที่ดำเนินโครงการทับซ้อนกับระบบนิเวศที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็น 1 ใน 5 แหล่งอาศัยสุดท้ายของ ‘โลมาอิรวดี’ สัตว์ที่ปัจจุบันมีจำนวนประชากรอยู่ในภาวะวิกฤต

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จึงร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) กรมทางหลวงชนบท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขับเคลื่อน‘โครงการความเชื่อมโยงด้านคมนาคมและการอนุรักษ์โลมาอิรวดี’ (Thailand Resilient Infrastructure and Irrawaddy Dolphin Conservation Project: TRIP) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการวางมาตรการคุ้มครองระบบนิเวศและอนุรักษ์วิถีชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
เงินกู้ผูกมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
‘จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล’ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับเงินกู้จากธนาคารโลก 140.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,645 ล้านบาท) สำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน และเงินช่วยเหลือให้เปล่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 132 ล้านบาท) สำหรับกิจกรรมอนุรักษ์ โดยนำผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้จากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนงานวิจัยและการอนุรักษ์โลมาอิรวดี
สำหรับเงินช่วยเหลือ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 49.5 ล้านบาท) กรมประมง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 49.5 ล้านบาท) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33 ล้านบาท) โดยส่วนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเน้นงานวิจัยเชิงลึก ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนการนำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคมมาใช้กับโครงการ
ทั้งนี้ สบน. จะติดตามความก้าวหน้าโครงการเป็นประจำทุกเดือน และหลังโครงการแล้วเสร็จ 3 ปี จะประเมินผลใน 5 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้องกับนโยบาย ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และความยั่งยืน ก่อนรายงานต่อสภาและเปิดเผยต่อสาธารณะ
ออกแบบรับระบบนิเวศ
‘ชวลิต ทิพากรวงศ์’ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า สะพานข้ามทะเลสาบสงขลามีความยาว 7 กิโลเมตร เชื่อมพัทลุงกับสงขลา และถูกวางให้เป็นกรณีศึกษาของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เดินควบคู่กับการอนุรักษ์ระบบนิเวศ โดยตัวสะพานสูงจากระดับผิวน้ำประมาณ 18 เมตร เพื่อให้เรือประมงและเรือท่องเที่ยวสามารถสัญจรผ่านได้ตามเดิม ส่วนโครงสร้างช่วงปกติมีความกว้าง 40 เมตร ขณะที่ช่วงสะพานแบบเอ็กซ์ทราโดสมีความกว้างถึง 140 เมตร เพื่อลดจุดก่อสร้างในพื้นที่น้ำ ส่วนรูปแบบเสาสะพานและประติมากรรมจะใช้แนวคิดจากมือของนางรำโนรา เพื่อเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของพัทลุงและสงขลา


ด้าน ‘พิชิต หุ่นศิริ’ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ระหว่างก่อสร้างจะติดตั้งม่านดักตะกอนทั้ง 2 ด้านของพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของดินใต้น้ำ พร้อมใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับสัตว์ขนาดใหญ่และโดรนลาดตระเวน โดยมีศูนย์ควบคุมส่วนกลาง หากพบโลมาเข้าใกล้พื้นที่ก่อสร้างจะสั่งหยุดงานทันที และมีเรือผลักดันโลมาออกจากแนวก่อสร้าง
พร้อมย้ำว่าการเบิกจ่ายค่างานก่อสร้างผูกติดกับมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ผ่านระบบรายการตรวจสอบ (Check-list) หากผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะไม่อนุมัติการเบิกจ่ายงวดงานทันที เพื่อให้มาตรการตามรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัดตลอดการก่อสร้าง
จับตาโลมา 10 ตัว
ขณะที่ ‘อรรถพล เจริญชันษา’ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลามีพื้นที่ประมาณ 3.7 หมื่นไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหลักของโลมาประมาณ 1.3 หมื่นไร่ ซึ่งอยู่ในบริเวณน้ำลึก 4-5 เมตร โดยปัจจุบันโลมาอิรวดีอยู่ในภาวะวิกฤต มีจำนวนประมาณ 10-14 ตัว และจากการสำรวจล่าสุดอาจเหลือเพียง 10-12 ตัว สำหรับการดูแลพื้นที่จะใช้ระบบลาดตระเวนทางน้ำเพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของโลมาและปัจจัยคุกคาม พร้อมตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างหน่วยงาน และทำงานกับชุมชนรอบทะเลสาบ 160 ชุมชน ในจำนวนนี้เป็นชุมชนประมง 60 หมู่บ้าน เพื่อช่วยลดภัยคุกคามจากการใช้เครื่องมือประมง

ด้านกรมประมงดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดี พ.ศ. 2567-2576 ด้วยการเพิ่มแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ สร้างซั้งกอและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเสริมเพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร รวมถึงทำงานร่วมกับ 60 ชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงที่อาจเป็นอันตรายต่อโลมา โดย ‘สุมนา ขจรวัฒนากุล’ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ในรอบ 10 ปี ประชากรโลมาอิรวดีลดลงมากกว่า 50% และล่าสุดพบตัวที่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ชัดเจน 10 ตัว รวมคู่แม่ลูก 1 คู่ โดยจะใช้ไฮโดรโฟน อุปกรณ์รับฟังเสียงใต้น้ำ เพื่อติดตามตำแหน่งและข้อมูลประชากรของโลมาแบบต่อเนื่องก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้าง
ลดทางไกล เพิ่มโอกาสชุมชน

สำหรับคนในพื้นที่ สะพานจะช่วยลดการเดินทางที่ปัจจุบันต้องใช้เรือข้ามฟากหรือขับรถอ้อมทะเลสาบมากกว่า 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยเมื่อสะพานเปิดใช้ ระยะทางจะเหลือประมาณ 7 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางราว 15 นาที ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงโรงพยาบาลและสถานศึกษาได้เร็วขึ้น รวมถึงขนส่งสินค้าเกษตรและประมงเข้าสู่ตลาดได้สะดวกขึ้น
ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่า โครงการจะช่วยสร้างงานใหม่ประมาณ 2.5 หมื่นตำแหน่ง และส่งผลดีต่อประชาชนในพื้นที่โดยรอบกว่า 3.2 แสนคน พร้อมวางแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่
ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการทำให้มาตรการที่วางไว้เกิดขึ้นจริงตลอดระยะก่อสร้าง ตั้งแต่การควบคุมตะกอน การเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของโลมา ไปจนถึงการติดตามประชากรในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ใกล้แหล่งอาศัยของสัตว์ที่มีจำนวนเหลือน้อย การก่อสร้างครั้งนี้จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลระบบนิเวศได้จริง



