เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อทคณะว่า ในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและออสเตรเลีย ในการหารือในครั้งนี้ถือเป็นการให้ความสำคัญกับความร่วมมือหลายด้านซึ่งถือเป็นมิติของการทูตเศรษฐกิจซึ่งทั้งสองประเทศได้มีการจัดทำคำแถลงระหว่างผู้นำเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักคือการเพิ่มพูนมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในอดีตที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเคยขยายตัวมาแล้ว 3 เท่าจากการใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA) โดยไทยและออสเตรเลียมีสาขาความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านได้แก่ ด้านเกษตรกรรมและอาหาร ที่มุ่งเน้นความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่จะช่วยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารของไทย นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยผ่านเครือข่ายร้านอาหารไทยจำนวนมากในเมืองสำคัญอย่างเช่นเมืองซิดนีย์
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ด้านพลังงานสะอาดและการบริหารทรัพยากร ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมที่ออสเตรเลียมีเทคโนโลยี และองค์ความรู้อยู่มาก นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แร่หายาก ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แบตเตอรี่ รวมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศไทย ทั้งนี้ ไทยและออสเตรเลียยังมีความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนจากออสเตรเลียในด้านดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญสูง
นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงบทบาทของภาคเอกชนไทยในปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงในออสเตรเลีย เพื่อขยายโอกาสจากเดิมที่มีตลาดในประเทศเพียง 60 ล้านคน โดยทางกระทรวงการต่างประเทศพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในแง่ของกฎระเบียบและกติกาที่เป็นอุปสรรครวมถึงการผลักดันผ่านกรอบเขตการค้าเสรีต่างๆ เพื่อให้เอกชนไทยสามารถแข่งขันและดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น.



