เมื่อวันที่ 18 ส.ค.สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 ร่วมกับ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำการสร้าง “สถานศึกษาปลอดภัย (Safe Schools)” ควบคู่การติดตามผลการดำเนินงานตามกรอบ 5 ด้าน 13 ตัวชี้วัด ของการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับกรอบ นโยบาย 5 ด้าน 13 ตัวชี้วัด ถูกนำมาใช้เป็นกรอบสำคัญในการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 5 มิติหลัก เพื่อการพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ 1) คืนเวลาให้ครูประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ อัตราการลดภาระงานครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้ระบบดิจิทัลและการยกเลิกครูเวร (2) ระดับความสำเร็จในการนำ AI และนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน (3) อัตราความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Certificate) (4) ระดับประสิทธิภาพการจัดทำฐานข้อมูลกลางระดับจังหวัด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และ (5) ประสิทธิภาพการบริหารและการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2) ลดความเหลื่อมล้ำมุ่งติดตาม 3 ตัวชี้วัด (6) อัตราความสำเร็จในการค้นหาและนำเด็กหลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้โครงการ Thailand Zero Dropout (7) ร้อยละของเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการให้สมวัย และ (8) การยกระดับคุณภาพและการเข้าถึงการศึกษาของเด็กกลุ่มเปราะบางและผู้พิการ 3) เรียนรู้สู่โลกความจริง 3 ตัวชี้วัด (9) ดัชนีความก้าวหน้าด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลการทดสอบระดับชาติ เช่น O-NET และ PISA ในระดับจังหวัด (10) ร้อยละของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการสถานศึกษาพอเพียง และ (11) ระดับความสำเร็จในการจัดกิจกรรมและการดำเนินงานโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน 4) โรงเรียนพื้นที่ปลอดภัย 2 ตัวชี้วัด (12) ร้อยละของสถานศึกษาที่มีมาตรการและผ่านเกณฑ์การประเมิน “พื้นที่ปลอดภัย” ครบทุกมิติ และ (13) ประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์สมัยใหม่ อาทิ TikTok และ Social Media 5) สร้างสถาปัตยกรรมระบบการศึกษาใหม่: ขับเคลื่อนกลไกโครงสร้างและข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งให้การตรวจราชการเป็นกลไกสำคัญในการ รับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากพื้นที่ พร้อมนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดแนวทางแก้ไขและพัฒนาการจัดการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” ต่อผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษา มากกว่าการตรวจสอบเพียงเอกสารหรือผลการรายงาน

ดร.คมกฤช จันทร์ขจร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การติดตามทั้ง 5 ด้าน 13 ตัวชี้วัด ต้องไม่เป็นเพียงการ “ตรวจเพื่อรายงาน” แต่ต้องเป็น “การตรวจเพื่อพัฒนา” โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีบริบทเฉพาะ ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และสถานการณ์ด้านความปลอดภัย การประเมินผลจึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างของพื้นที่ และนำข้อมูลจริงมาใช้ในการออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละสถานศึกษา

ประเด็นสำคัญที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ คือ “5 มิติ ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษา (SAFE SCHOOLS)” ประกอบด้วย มิติที่ 1 คัดกรองและรักษาความปลอดภัย (Screening & Physical Security) มุ่งตรวจสอบบุคคลและสิ่งของอย่างเหมาะสม นำรูปแบบการรักษาความปลอดภัยมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมทั้งเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ มิติที่ 2 ประสานงานด้านความมั่นคง (Security Coordination) เน้นการประสานหน่วยงานด้านความมั่นคง การสืบสวนและประเมินภัยคุกคาม การดูแลนักเรียนและครูโดยตรง ตลอดจนจัดระบบสื่อสารภายในสถานศึกษาให้สามารถแจ้งเหตุและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มิติที่ 3 ประเมินภัยคุกคามและดูแลสุขภาพจิต (Assessment & Mental Health Support) ให้ความสำคัญกับการคัดกรองและดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนและบุคลากร โดยทีมสหวิชาชีพ พร้อมสร้างระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกถึงความปลอดภัย เสรีภาพ และความมั่นคงทางจิตใจ มิติที่ 4 สื่อสารและป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ (Communication & Copycat Prevention) เป็นอีกประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยยึดหลัก “Stop & Report” หรือ “หยุดและแจ้ง” เมื่อพบข้อมูล ข่าวสาร หรือพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ไม่ส่งต่อหรือเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นการข่มขู่หรือสร้างความตื่นตระหนก พร้อมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มิติที่ 5 พัฒนาโครงสร้างกฎหมายระยะยาว (Legal Framework Development) มุ่งผลักดันการพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสถานศึกษาให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งความปลอดภัยทางกายภาพและความปลอดภัยทางจิตใจ โดยสถานศึกษาต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้เรียน ครู และบุคลากรสามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ ได้รับการเคารพในศักดิ์ศรี และปราศจากการคุกคามหรือการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

ด้าน นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สะท้อนความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะการดูแลเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือกลุ่ม Thailand Zero Dropout (TZD) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการค้นหา ติดตาม และนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของแต่ละคน ขณะเดียวกัน การอ่านออกเขียนได้ควรถูกยกระดับเป็น วาระสำคัญของสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะการค้นหาเด็กที่ยังมีปัญหาด้านการอ่านและการเขียนตั้งแต่ระยะแรก จัดการเรียนรู้และการช่วยเหลือเป็นรายบุคคล พร้อมประสานผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้ปัญหาสะสมจนกลายเป็นปัจจัยนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษาในอนาคต

ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง ศึกษาธิการภาค 7 กล่าวว่า ได้ผลักดันแนวทาง “Safe from Harm : โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากการคุกคามทุกรูปแบบ” เป็นแนวทางสำคัญของ ศธภ.7 ซึ่งขอย้ำว่าความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีเหตุระเบิดหรือเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่หมายถึงการที่ทุกคนในโรงเรียน “รู้สึกปลอดภัยที่จะพูด ปลอดภัยที่จะเป็นตัวเอง และปลอดภัยที่จะปฏิเสธความรุนแรง แนวทาง Safe from Harm ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Prevent – ป้องกัน กำหนดพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้อย่างชัดเจน Respond – ตอบสนอง มีช่องทางแจ้งเหตุที่เป็นความลับ ปลอดภัย และให้ความสำคัญกับผู้แจ้ง และ Protect – คุ้มครอง ดูแลผู้ได้รับผลกระทบไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำ

ขณะเดียวกัน ศธภ.7 วางแนวทางการสร้างความปลอดภัยผ่าน 5 ระดับความสัมพันธ์ ได้แก่ ผู้บริหารกับผู้บริหาร ผู้บริหารกับครู ครูกับครู ครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน โดยให้ความสำคัญกับการแยกแยะระหว่าง “การหยอกล้อ” กับ “การบูลลี่” ซึ่งบางครั้งมีเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะคำพูดหรือการกระทำที่ผู้กระทำอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและศักดิ์ศรีของผู้ถูกกระทำ

สำหรับแนวปฏิบัติ ศธภ.7 ผลักดันให้สถานศึกษาจัดตั้ง “มุมอุ่นใจ (Safe Corner)” เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกครูที่ไว้วางใจเป็นผู้รับฟัง รวมทั้งจัดให้มี “สายด่วนใส่ใจ” หรือช่องทางแจ้งเหตุที่เหมาะสมและรักษาความลับ เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการ PLC วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยไม่สร้างความอับอายหรือทำให้ผู้แจ้งเกิดความหวาดกลัว นอกจากนี้ ศธภ.7 กำหนดแนวทาง “5 ไม่” ของครูภาค 7 ได้แก่ ไม่ด่า ไม่ดูถูก ไม่สัมผัสโดยไม่จำเป็น ไม่ประจาน และไม่เปรียบเทียบนักเรียน พร้อมส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็น “Safe Person” หรือบุคคลที่ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงและขอความช่วยเหลือได้เมื่อเกิดปัญหา

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนสถานศึกษาปลอดภัยภาคใต้ (ศธภ.ใต้) เดินหน้าสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา ผ่านหลักสูตร “สถานศึกษาปลอดภัย SAFE SCHOOL ภาคใต้” (School Active Threat Response & Self-Protection) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการป้องกันและรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษา โดยเน้นคติพจน์ “ครูรู้ทัน เอาตัวรอด ป้องกันตนเอง ช่วยชีวิตนักเรียน” หัวใจสำคัญ 4 ขั้นตอนการเอาตัวรอด (Active Threat Response): PREVENT (ป้องกันก่อนเกิดเหตุ): สังเกตความผิดปกติ ตรวจจุดเสี่ยง ควบคุมทางเข้า-ออก และแจ้งเบาะแส RUN – HIDE (เอาตัวรอด): หนีเมื่อควรหนี เลือกเส้นทางปลอดภัย ซ่อนและปิดกั้นพื้นที่ให้มิดชิด พร้อมควบคุมสติ FIGHT (ป้องกันตัวเมื่อหนีหรือซ่อนไม่ได้): ป้องกันตัวระยะประชิด หลบหลีก และใช้สิ่งของรอบตัวเพื่อความปลอดภัย (เป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิต) RESPOND (หลังเกิดเหตุ): แจ้ง 191 ให้ข้อมูลชัดเจน ปฐมพยาบาลห้ามเลือด ดูแลนักเรียน ประสานผู้ปกครอง และเยียวยาจิตใจ (Psychological First Aid)

พร้อมกันนี้ ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง ศึกษาธิการภาค 7 ได้ให้กำลังใจแก่คณะครูและนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ TSQM-N24 Garden Fair and Mini Symposium 2026 สืบสานศาสตร์พระราชา สร้างพลังเครือข่าย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมการจัดนิทรรศการและผลงานของสถานศึกษาต่าง ๆ ซึ่งนำเสนอการน้อมนำศาสตร์พระราชา พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ตลอดจนการส่งเสริมทักษะอาชีพและนวัตกรรมการเรียนรู้ สะท้อนพลังความร่วมมือของเครือข่ายการศึกษาในการพัฒนาผู้เรียนและสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การเสวนาวิชาการ การจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอนวัตกรรมและ Best Practices การประกวดผลงาน ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียน ซึ่งมีสถานศึกษาในจังหวัดปัตตานีเข่าร่วม 36 โรงและร่วมออกบูธ จำนวน 18 แห่ง มีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 502 คน

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการติดตามตัวชี้วัด แต่เป็นการเชื่อม “นโยบายสู่การปฏิบัติ” โดยใช้ 5 ด้าน 13 ตัวชี้วัดเป็นกรอบติดตาม และใช้ Safe from Harm เป็นแนวคิดสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา สู่เป้าหมายร่วมกันของพื้นที่ชายแดนใต้ คือ “โรงเรียนที่ครูยิ้มได้ เด็กถึงจะยิ้มได้” และสถานศึกษาต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ได้รับการเคารพ มีคุณค่า และได้รับการคุ้มครองจากการคุกคามทุกรูปแบบ