สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ว่า แหล่งข่าวหลายรายระบุว่า ลูกค้าชาวจีนมีความต้องการชิปเอไอมากเป็นพิเศษ แต่ซัมซุงไม่สามารถตอบสนองคำสั่งซื้อทั้งหมดได้ เนื่องจากบริษัทต้องให้บริการลูกค้าในสหรัฐ และสำรองกำลังการผลิตส่วนหนึ่งไว้สำหรับการผลิตชิปของตนเอง
แหล่งข่าวหนึ่งรายงานว่า ลูกค้าชาวจีนเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ยอมรับการปรับขึ้นราคา ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นว่า มาตรการของสหรัฐในการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูงไปยังจีน ทำให้บริษัทภายในประเทศต้องพึ่งพาโรงงานผลิตชิปในต่างประเทศมากขึ้น
การขึ้นราคาครั้งนี้ถือเป็นการพลิกฟื้นธุรกิจโรงงานผลิตชิปของซัมซุง ซึ่งขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2565 และประสบปัญหาในการลดช่องว่างกับบริษัท ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ ทีเอสเอ็มซี แม้ซัมซุงรายงานผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นของชิปหน่วยความจำที่ใช้ในระบบเอไอ
Samsung hikes chipmaking prices by up to 15% on demand spike, sources say https://t.co/IaUVl8DkXD https://t.co/IaUVl8DkXD
— Reuters (@Reuters) August 19, 2026
อนึ่ง บริษัทวิจัย “เคาน์เตอร์พอยต์” ระบุว่า ซัมซุงสร้างรายได้จากการผลิตชิปคิดเป็น 7% ของรายได้ทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับสัดส่วนมากกว่า 70% ของทีเอสเอ็มซี
อย่างไรก็ตาม ความต้องการชิปเอไอ จองกำลังการผลิตระดับแนวหน้าส่วนใหญ่ของทีเอสเอ็มซีแล้ว โดยซัมซุงคาดว่ากระบวนการผลิตขั้นสูงจะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้จากการผลิตชิปในปีนี้ เนื่องจากบริษัทมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการปรับขึ้นราคา
ด้านนายอี มิน-ฮี นักวิเคราะห์จากบริษัท บีเอ็นเค อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ซีเคียวริตีส์ ในกรุงโซล กล่าวว่า เมื่อทีเอสเอ็มซีเผชิญกับกำลังการผลิตที่ตึงตัวและการขึ้นราคา ลูกค้าจึงหันไปหาคู่แข่งอย่างซัมซุงและอินเทล ส่งผลให้ซัมซุงต้องปรับขึ้นราคาเช่นกัน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



