เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในกำกับดูแลหน่วยงานสํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แม้จะปฏิบัติภารกิจอยู่ในต่างประเทศ ก็มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน จึงได้สั่งการและมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ แก้ปัญหาหน้างาน ส่วนตนในฐานะกำกับดูแล สนทช. เมื่อเช้าที่ผ่านมาได้ประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน และได้รับรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหาส่งมาที่ส่วนกลางแล้ว อาทิ การคาดการณ์และการพยากรณ์อากาศในแต่ละวัน เช่น ที่ผ่านมาการพยากรณ์อากาศไว้ปริมาณน้ำฝนแค่ 80 มิลลิเมตร แต่ฝนที่ตกลงมาจริงมีปริมาณมากถึง 300 มิลลิเมตร จึงเกิดปัญหาการระบายในหลายอำเภอขึ้น ทั้ง อ.ปัว และ อ.เมืองน่าน ซึ่งเกินกว่าพื้นที่รับน้ำจึงทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้น

นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ปริมาณน้ำจะลดลง น้ำจะไหลไปในส่วนล่าง โดยกำชับหน่วยงานให้เตรียมความพร้อม ทั้งเครื่องมือและสถานที่พักคอยที่สามารถดูแลพี่น้องประชาชน รวมถึงเร่งรัดตรวจสอบกลุ่มเปราะบาง คนติดเตียงในพื้นที่ต่างๆ มีใครบ้าง เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่ามีกลุ่มผู้เปราะบางเสียชีวิต ตนขอแสดงความเสียใจด้วย และได้กำชับไปแล้วให้เก็บข้อมูลแต่ละหมู่บ้าน ทั้ง พม. ท้องถิ่น ซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว และอาจมีการเคลื่อนย้ายมาอยู่ในที่ปลอดภัยไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่ามวลน้ำจะระบายออกจากจังหวัดน่าน ในระยะเวลากี่วัน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่เมืองน่านระดับน้ำได้ลดลงแล้ว แต่ยังเกินตลิ่งเพียง 4-5 เซนติเมตร เนื่องจากตัวเมืองน่านเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ หลังจากนี้จะต้องมีการเฝ้าระวังอำเภอถัดไป มีเรื่องที่จะต้องรีบแจ้งเตือนประชาชน จะให้ Cell Broadcast แจ้งเตือน ที่ผ่านมามีการร้องเรียนว่าระบบการแจ้งเตือนให้เวลาเตรียมตัวน้อยเกินไป เราต้องมีเครื่องมือที่จะคำนวณเหตุที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายวัน เพื่อมีเวลาในการแจ้งเตือน และเคลื่อนย้ายผู้คน เพื่อลดความเสียหาย

เมื่อถามว่า มีเสียงจากนักวิชาการท้วงติงว่าศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าของแต่ละจังหวัด หายไปไหน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ในแต่ละจังหวัดมีผู้ว่าราชกาจังหวัดกำกับดูแลอยู่แล้ว การแจ้งเตือนต่างๆ มีการประมวลผล และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนภัยต่างๆ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ก็ทำหน้าที่แค่รายงานสถานการณ์ แต่หากเกิดภัยพิบัติ เป็นหน้าที่ของ ปภ. ขณะนี้ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร ซึ่งตนคิดว่าไม่ล่าช้า แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ การแจ้งเตือนออกไปจะต้องเป็นข้อมูลที่เที่ยงตรง ชัดเจน และมีระดับการแจ้งเตือนอยู่แล้ว เพราะขณะนี้มีข้อมูลของหลายหน่วยที่จะส่งข้อมูลมาประมวลผล และตนคิดว่า สนทช. ควรที่จะต้องติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อให้รับทราบข้อมูล และมีเวลาให้ประชาชนได้มีเวลาในการป้องกันตนเองได้

“วันนี้เครื่องมือที่ติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ต้องยอมรับความจริง บ้านเรามีกฎหมายเฉพาะ เช่น การติดเครื่องมือในพื้นที่ป่าสงวน หรือในที่อุทยานแห่งชาติต่างๆ ทำได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องภัยพิบัติ ผมคิดว่าควรมีกฎหมายเฉพาะที่จะดำเนินการในพื้นที่ได้เลย เหมือนกฎอัยการศึกภัยพิบัติ ต้องมีบุคคลที่มีอำนาจเข้าไปบริหารจัดการในพื้นที่ได้เลย” นายทรงศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ศูนย์บัญชาการส่วนหน้าไม่จำเป็นใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ยังมีความจำเป็น และที่หน่วยงานต่างๆ ทำนั้นเป็นเรื่องดี ซึ่งในแต่ละจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีหน้าที่บัญชาการบริหารจัดการอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีการถอดบทเรียนเรื่องน้ำท่วมหลายครั้ง มีวิธีการที่จะแก้ปัญหาระยะยาวหรือไม่ ที่ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเยียวยาในทุกๆ ปี นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการเยียวยา กำลังคิดเรื่องการออกกฎหมาย ทำประกันให้กับประชาชนในเรื่องภัยพิบัติไปเลย โดยอ้างอิงจากวงเงินที่เวลาเกิดเหตุ รัฐบาลต้องเยียวยา ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี จึงมีตัวเลขที่น่าสนใจ วงเงินที่จะประกันจริงๆ อยู่แค่หลักหมื่น เหมือนจะน้อยกว่าที่เราต้องจ่ายชดเชย แต่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างทันท่วงที เพราะที่ผ่านมา ประชาชนกว่าจะได้รับเงินเยียวยา ต้องใช้เวลาในการติดตามตรวจสอบ แต่ถ้าทำแบบนี้จะไม่ต้องกังวล เพราะเหมือนการทำประกัน ที่จะมีคนเข้ามาดูแล

เมื่อถามต่อว่า วันนี้ยังห้ามน้ำท่วมไม่ได้ใช่หรือไม่ จึงต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวได้นั่งกำกับดูแล สนทช. ประเทศไทยมี 22 ลุ่มน้ำ ถ้าแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ปัญหาน้ำแล้งจะไม่เกิด ซึ่งโครงการของรัฐ ส่วนใหญ่ทำเรื่องการระบายน้ำ แต่วันนี้สถานการณ์ต้องเปลี่ยน ต้องทำประตูกักเก็บน้ำ และพื้นที่รับน้ำที่เป็นห้วยหนองคลองบึง ก็ไม่ได้รับการพัฒนา จึงควรจะต้องพัฒนาพื้นที่รับน้ำด้วย เรื่องนี้เป็นคณิตศาสตร์ ที่ต้องนำน้ำส่วนเกินจากพื้นที่กักเก็บไปทำแก้มลิง และต้องบริหารจัดการน้ำแบบเป็นระบบทุกลุ่มน้ำ ซึ่งหากทำได้ในทิศทางนี้ จะทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำยั่งยืน อนาคตถ้าคิดอย่างตน โอกาสที่น้ำท่วมนั้นจะน้อยลง และน้ำแล้งจะไม่เกิด

เมื่อถามว่า แผนนี้ได้เสนอนายกฯ ไปบ้างแล้วหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ได้นำเรียนไปบ้าง และอีกส่วนอยู่ระหว่างเป็นแนวคิด โดยเฉพาะเรื่องการขุดลอกแหล่งน้ำ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่ผลักภาระให้กับท้องถิ่น รวมไปถึงกรมชลประทาน และ ปภ. ต้องเข้ามาช่วย เพราะถือเป็นหนึ่งในกระบวนการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้ง ส่วนเรื่องกระทรวงน้ำค่อยว่ากัน