ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความปลอดภัย การป้องกันเหตุรุนแรง และการเตรียมความพร้อมของประชาชนในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยแก่ภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ
การดำเนินงานอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ และ พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยมี พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พ.ต.อ.แมน รถทอง ผู้กำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมคณะผู้บังคับบัญชากำกับ ดูแล และสนับสนุนการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

ล่าสุดคณะวิทยากรนำโดย พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1, พ.ต.ท.กฤตพร แสงสุระ สว.กก.สืบสวน บช.ทท. และ ว่าที่ พ.ต.ต.ภัทรพล ชูชื่อ สว.ฯ ช่วยราชการ กก.สืบสวน บช.ทท. พร้อมทีมวิทยากรจากกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ดำเนินการฝึกอบรม ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารตึกวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
การฝึกครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมทั้ง “ความรู้ วิธีคิด และการตัดสินใจ” ให้แก่นักศึกษาในโครงการยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถดูแลตนเอง ช่วยเหลือผู้ที่อยู่รอบข้าง และประสานกับเจ้าหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ คือแนวคิด CRAT: Civilian Response to Active Threat ร่วมกับหลัก “หลีก–ปิด–ป้องกัน” หรือ Avoid–Deny–Defend

อย่างไรก็ตาม CRAT ไม่ได้สอนให้ประชาชนเข้าไปเผชิญหน้ากับอันตราย แต่ฝึกให้ประชาชนสามารถ รู้ตัว – ตั้งสติ – ประเมินสถานการณ์ – ตัดสินใจ – และลงมืออย่างเหมาะสม เพราะในสถานการณ์จริง ข้อมูลที่ได้รับอาจไม่ครบถ้วน และการตัดสินใจในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและผู้อื่น
สำหรับยุวทูตตำรวจท่องเที่ยว บทบาทสำคัญจึงไม่ใช่การเข้าไปทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่คือการช่วยลดความสับสน สังเกตสถานการณ์ สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยแนะนำผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงเมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และเชื่อมต่อความช่วยเหลือกับตำรวจท่องเที่ยวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจมีข้อจำกัดด้านภาษาและความเข้าใจบริบทในพื้นที่
การฝึกครอบคลุมตั้งแต่ ก่อนเกิดเหตุ – ระหว่างเกิดเหตุ – และหลังเหตุการณ์ อาทิ การเตรียมความพร้อม การตระหนักรู้สถานการณ์ หลักหลีก–ปิด–ป้องกัน การสังเกตสัญญาณเตือน การสื่อสารเพื่อลดความตึงเครียด การแจ้งเหตุและส่งต่อข้อมูล การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น ตลอดจนการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองและการถอดบทเรียนหลังการฝึก

อีกแนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาถ่ายทอดคือ “ป้องกันก่อนต้องปกป้อง – Prevention Before Protection” เพราะความปลอดภัยไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่การสังเกตเห็นความผิดปกติ การรับฟังกันโดยไม่ด่วนตัดสิน การส่งต่อข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และการมีระบบช่วยเหลือก่อนที่ปัญหาจะพัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤต
คณะวิทยากรยังเน้นย้ำว่า สัญญาณเตือนหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะก่อเหตุรุนแรงเสมอไป จึงไม่ควรตีตรา ไม่ควรวินิจฉัยบุคคลจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว และไม่ควรเข้าเผชิญหน้าด้วยตนเอง แต่ควรพิจารณาบริบท รวบรวมข้อมูล และประสานผู้รับผิดชอบหรือระบบช่วยเหลือที่เหมาะสม
การฝึกครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งสร้างความกลัว แต่ต้องการสร้าง “วัฒนธรรมความพร้อม” ให้ประชาชนรู้ว่าจะดูแลตนเองอย่างไร จะช่วยคนอื่นโดยไม่เพิ่มผู้ประสบภัยได้อย่างไร และเมื่อใดควรส่งต่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญรับช่วง

ผู้เข้ารับการอบรมให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับกิจกรรม การวิเคราะห์สถานการณ์ และการฝึกปฏิบัติเป็นอย่างดี โดยการดำเนินกิจกรรมได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจะเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย การป้องกันเหตุรุนแรง และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินแก่ภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่ ตระหนักรู้ มีสติ
พร้อมรับมือ และดูแลกันอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “ความพร้อมไม่ได้เริ่มในวันที่เกิดเหตุ แต่เริ่มจากวันที่เรายังมีเวลาฝึก เตรียมคน และเตรียมระบบ”





