เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ส.ค. 69 ที่ วัดป่าอดุลยาราม ชุมชนกังสดาล ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ยังคงมีพุทธศาสนิกชนและญาติธรรมทั้งในเขตุมชนและเขตจังหวัดขอนแก่น รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เดินทางมาทำบุญ ถวายสังฆทาน รวมทั้งติดตามข้อพิพาทเรื่องที่ดินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยเฉพาะที่บริเวณด้านหน้ากุฏิพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาส ที่ยังคงมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ชรบ. เฝ้าประจำ 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ยังคงเปิดโอกาสให้ญาติโยมได้เข้ามากราบไหว้และสนทนาธรรม รวมทั้งรับพรได้ตามปกติ

โดยพระครูอดุลสารนิเทศ ยังคงมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายพูดคุยกับญาติโยมและคณะสงฆ์ของวัดตามปกติ ทั้งยังคงบอกกับญาติโยมและเจ้าหน้าที่ว่า ให้มาถ่ายภาพคู่กับหลวงพ่อเอาไว้เพื่อเก็บเป็นที่ระลึก เพราะหากวันใดเดินทางมาแล้วไม่พบหลวงพ่ออยู่ภายในกุฏิ จะได้ไม่เสียเที่ยว และเมื่อคิดถึงก็สามารถเปิดดูรูปได้

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวว่า พลาดไปเพียงครั้งเดียว อย่ายึดเหนี่ยวจนสิ้นหวัง จงเสริมเพิ่มจิตพลัง อย่าถอยหลังเดินซ้ำรอย เป็นคติธรรมประจำตัวที่ใช้สอนญาติโยมด้วยหลักธรรมชาติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าใครผิดหรือใครถูก เพราะธรรมชาติจะเป็นผู้ลงโทษเอง โดยเปรียบกรรมเหมือนเทวดา หากทำสิ่งใดบ่อยครั้ง กรรมก็จะตามทัน และขณะนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เนื่องจากมีทั้งเจ้าหน้าที่ นักข่าว และคนอีกหลายฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือ จึงต้องขอขอบคุณทุกคน

“ในอดีตบ้านหนองแวง เป็นหมู่บ้านทั่วไป มีทั้งบ้านเรือน สระน้ำ และสัตว์เลี้ยงหลายชนิด ทั้งเป็ด ไก่ หมู หมา และแมว แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง พื้นที่ชุมชนเติบโตขึ้นเป็นคอนโดฯ และตึกสูง สัตว์เหล่านี้จึงไม่มีที่อยู่อาศัย และถูกไล่ต้อนเข้ามายังผืนป่าสุดท้าย คือป่าภายในวัดป่าอดุลยาราม หากป่าแห่งนี้หมดไป ก็ไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้จะไปอาศัยอยู่ที่ใด ซึ่งไก่ หมา และแมว แม้เป็นสัตว์ต่างสายพันธุ์ แต่ต่างช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยกัน โดยแมวจะช่วยกัดงูที่พยายามเข้ามาฉกลูกไก่ ขณะที่หมาจะเห่าส่งเสียงเตือนเมื่อมีอีแร้งหรืออีกาบินมาโฉบลูกไก่ ถือเป็นความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่สังเกตพบได้ยาก” เจ้าอาวาส กล่าว

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวต่อว่า หากมีคนเดินเข้ามาหาหลวงพ่อแล้วสุนัขเห่า จะรู้ว่าเป็นคนที่มาขอเงิน โดยบางคนมาขอเงินประมาณ 200 บาท สุนัขจะรู้และเห่าทันที แต่หากเป็นผู้ที่เดินทางมาทำบุญ สุนัขจะไม่เห่า อีกทั้งสุนัขจรจัดภายในมหาวิทยาลัย มีอยู่จำนวนมากและไม่มีคนเลี้ยง บางตัวเร่ร่อนมาจนถึงวัด ทำให้ภายในวัดมีสุนัขหลายตัว โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม และควบคุมพื้นที่กันคนละโซน ได้แก่ กลุ่มข้างบน กลุ่มบริเวณหน้ากุฏิหลวงพ่อ และกลุ่มบริเวณเมรุ หากสุนัขกลุ่มใดข้ามเขตแดน จะถูกสุนัขอีกกลุ่มเข้ารุมทันที

ขณะที่ นายชาญวิทย์ ดอนอิศวร อายุ 61 ปี กล่าวว่า ตนเป็นลูกชายของนายเคน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานจัดตั้งวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งคุณพ่อนั้นเป็นเพื่อนกับนายเฮียง เจ้าของที่ดิน เท่าที่จำได้ วัดป่าแห่งนี้มีมานานแล้ว เดิมบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่หัวไร่ปลายนา และบางส่วนเป็นป่าช้า ก่อนที่เจ้าอาวาส และคณะกรรมการจะมีมติร่วมกันจัดตั้งวัดขึ้น จากเดิมที่เป็นที่พักสงฆ์ พ่อของตนจึงเรียกนายเฮียง เจ้าของที่ดิน เข้ามาร่วมดำเนินการ โดยพ่อมีความรู้ด้านกฎหมาย เนื่องจากเป็นนักกฎหมาย จึงเข้ามาช่วยดำเนินการเกี่ยวกับการออกโฉนด เพราะการจัดตั้งวัดจำเป็นต้องมีหลักฐานที่สมบูรณ์ จึงจะสามารถดำเนินการจัดตั้งวัดได้ ช่วงหนึ่งตนเห็นพ่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ บ่อยครั้ง จึงสอบถามว่าไปดำเนินการเรื่องใด พ่อเล่าให้ฟังว่าเดินทางไปกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากขณะนั้นกรมการศาสนาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดำเนินการจัดตั้งวัดในชื่อ วัดป่าอดุลยาราม

“หลังจากได้ลายเซ็นของนายเฮียง เจ้าของที่ดิน เพื่อนำไปยื่นต่อกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอจัดตั้งวัด หรือกล่าวโดยสรุปคือการขออนุญาตจัดตั้งวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยการดำเนินงานในขณะนั้นน่าจะอยู่ในช่วงปี 2533-2534 เพราะนายเฮียง เสียชีวิตในปี 2535” นายชาญวิทย์ กล่าว

นายชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า นายเฮียง มีที่ดินอยู่ข้างวัดป่าจำนวนมาก และได้จัดสรรให้ชาวบ้านเข้ามาซื้อตามกำลัง ส่วนเรื่องการมอบที่ดินให้วัด เคยได้ยินพ่อพูดคุยกับนายเฮียงเกี่ยวกับการจัดทำผ้าป่าถวายโฉนด ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งปัจจุบันเรื่องราวผ่านมาเกือบ 30 ปี ก่อนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ทั้งนี้โดยส่วนตัวมองว่าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางที่ดี เท่าที่ทราบคือทายาทของเจ้าของที่ดินเข้ามาเรียกร้องขอที่ดินคืนจากวัด และมีการต่อสู้กันในชั้นศาล โดยฝ่ายวัดชนะคดีมาโดยตลอด กล่าวได้ว่าที่ดินแห่งนี้เป็นของวัด นับตั้งแต่มีการจัดทำผ้าป่ามอบโฉนดที่ดินไปแล้ว.