การซ้อมรบประจำปีระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield) ยุติลงอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 ส.ค. หลังดำเนินการไปเพียงครึ่งหนึ่งของกำหนดการเดิม ท่ามกลางคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ต้องการให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการซ้อมรบลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการซ้อมรบที่ “ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์” ต่อเกาหลีเหนือ และมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับสหรัฐ


การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ได้รับทราบล่วงหน้าว่า ทรัมป์จะสั่งลดระดับการซ้อมรบ ขณะที่นายโช ฮยอน รมว.การต่างประเทศเกาหลีใต้ พยายามอธิบายว่า เป็นการตัดสินใจที่เกิดจากความเห็นพ้องระหว่างสองประเทศ แต่ยอมรับว่า เกาหลีใต้ไม่ทราบเจตนาของทรัมป์มาก่อน


การซ้อมรบครั้งนี้มีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย และกำลังพลจากประเทศพันธมิตรของสหรัฐอีก 11 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งตามกำหนดเดิมจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 ส.ค. การลดระดับการซ้อมรบจึงสร้างความกังวล ต่อทั้งเกาหลีใต้และพันธมิตรอื่นของสหรัฐในภูมิภาค โดยเฉพาะญี่ปุ่นและไต้หวัน ซึ่งพึ่งพาหลักประกันด้านความมั่นคงจากรัฐบาลวอชิงตัน


สำหรับเกาหลีใต้ การซ้อมรบร่วมถือเป็นหัวใจสำคัญของพันธมิตรด้านความมั่นคง และเป็นสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาสหรัฐในการปกป้องเกาหลีใต้จากเกาหลีเหนือ แม้ในอดีตโซลจะเคยสนับสนุนการลดหรือระงับการซ้อมรบ เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจากับรัฐบาลเปียงยางก็ตาม


อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจอย่างฉับพลันของทรัมป์ครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า สหรัฐอาจลดกำลังทหารราว 27,000 นายที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้เพิ่มเติม หรืออาจเปลี่ยนจุดยืนเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โดยไม่ปรึกษาพันธมิตร

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงยังถูกผูกโยงเข้ากับประเด็นการค้าและภาระค่าใช้จ่ายของเกาหลีใต้ ในการสนับสนุนกองทัพสหรัฐ


ทรัมป์เคยวิจารณ์ว่า เกาหลีใต้จ่ายเงินราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.26 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการประจำการของทหารสหรัฐในประเทศนั้น “ไม่เพียงพอ” รวมถึงให้เร่งดำเนินการตามคำมั่นลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.43 ล้านล้านบาท) และยกเลิกการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทสหรัฐ อีกทั้งทรัมป์ยังไม่พอใจที่เกาหลีใต้ไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน


สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงเรียกร้องในเกาหลีใต้ให้ลดการพึ่งพาสหรัฐ และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องปรามตนเอง แม้รัฐบาลโซลยังยืนยันว่า การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองไม่จำเป็น และอาจกระทบต่อเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ


ขณะที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ พยายามมองการลดซ้อมรบในแง่บวก โดยกล่าวชื่นชมการตัดสินใจของทรัมป์ว่า เป็นความพยายามอย่างรอบคอบเพื่อสร้างสันติภาพ พร้อมให้คำมั่นเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเห็นด้วยว่า เกาหลีใต้ควรรับผิดชอบด้านความมั่นคงของตนเองมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้เกาหลีเหนือมีอำนาจต่อรองมากขึ้น นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยเกาหลีเหนือเคยทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มาแล้ว 6 ครั้ง และมีขีดความสามารถในการติดหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยไกล ที่สามารถโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐได้


ด้าน น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของคิมและหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลของรัฐบาลเปียงยาง กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องที่ทรัมป์อ้างว่าได้รับการติดต่อจากผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลเปียงยางไม่มีความตั้งใจที่จะละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ และมองว่า การลดระดับการซ้อมรบของสหรัฐกับเกาหลีใต้ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง “นโยบายที่เป็นปฏิปักษ์และเชิงรุก” ของวอชิงตัน


นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับรัสเซียและจีน โดยเฉพาะการสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ทั้งการส่งกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และกำลังพลหลายพันนาย ทำให้กองทัพเกาหลีเหนือมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การรบสมัยใหม่ รวมถึงการใช้โดรนในสนามรบ


แม้ทรัมป์อ้างว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายคิม จอง-อึน และคาดว่าจะพบกันอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังไม่เชื่อว่า การประชุมสุดยอดครั้งใหม่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ โดยเฉพาะหากสหรัฐยังยืนกรานให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ และรัฐบาลเปียงยางยืนกรานว่า อาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันด้านความมั่นคง และเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของประเทศ.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS