“สัมนาการณ์” ลง ศธจ.ใต้ 14 จว.ติดตามกำกับดูแล การขับเคลื่อนนโยบาย รมต. สู่การปฏิบัติ และมุ่งให้สอนทักษะอาชีพเพื่อพัฒนากำลังคนให้ตรงตามความต้องการขอเศรษฐกิจในพื้นที่ และสั่งศธจ.จัดอบรมใช้ 14 แอป TH-AI Passport ให้ครูนำร่องขยายผลถึงประชาชนผู้ได้สิทธิ์
เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง เดินหน้าลงพื้นที่ติดตาม กำกับ และดูแลการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ โดยในระยะแรกได้ลงพื้นที่ ศธจ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากหน่วยงานทาง การศึกษา พร้อมเร่งผลักดันงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
การติดตามครั้งนี้ ครอบคลุม 15 โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการสำคัญที่ ศธภ.7 ให้ความสำคัญในการติดตาม ประกอบด้วย (1)โครงการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด (2)โครงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาและประสิทธิภาพการศึกษาจังหวัดโดยผ่านกลไกของ กศจ.(3)โครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาสู่การปฏิบัติระดับภาค(4)โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัยในระดับพื้นที่ (5)โครงการสร้างและส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ (6)โครงการขับเคลื่อนการดำเนินงาน Thailand Zero Dropout (7)โครงการตรวจ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ (8)โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษา เพื่อพัฒนาการศึกษา(9)โครงการ “เสริมสร้างความเข้มแข็ง 1 อำเภอ 1 สถานศึกษาคุณภาพ ตามบริบทของพื้นที่” (10)โครงการมหกรรมวิชาการ “เรียนดี มีความสุข” ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” (11)โครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษาในภูมิภาค (12)โครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด 13)โครงการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดตาม พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 (14)โครงการขับเคลื่อนงานด้านสถานศึกษาพอเพียงและศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569(15)โครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โดยกรอบการติดตามไม่ได้จำกัดเฉพาะโครงการที่ได้รับงบประมาณตามแผนของสำนักงานศึกษาธิการภาคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ โครงการและกิจกรรมที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานอื่น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อดูว่าทรัพยากรและงบประมาณที่ได้รับสามารถนำไปสร้างผลลัพธ์ต่อผู้เรียน ครู สถานศึกษา และประชาชนได้อย่างคุ้มค่าและตรงตามเป้าหมายหรือไม่
ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง กล่าวว่า การติดตามงานทั้ง 15 โครงการ เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับให้การทำงานของ ศธจ. สามารถเชื่อมโยง “นโยบาย–แผน–งบประมาณ–การปฏิบัติ–ผลลัพธ์” เข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเมื่อดำเนินการแล้ว ผู้เรียนได้รับประโยชน์อย่างไร สถานศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสามารถสร้างโอกาสหรือแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด
“หัวใจสำคัญคือ ต้องจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์พื้นที่และผู้เรียน ไม่ใช่จัดการศึกษาแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องมองว่าพื้นที่ต้องการกำลังคนแบบใด เศรษฐกิจในพื้นที่มีทิศทางอย่างไร และสถานศึกษาจะสามารถพัฒนาทักษะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการเหล่านั้นได้อย่างไร”
ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง เน้นย้ำให้สถานศึกษาทุกระดับ เพิ่มน้ำหนักการจัดการเรียนรู้ด้านทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะทักษะที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งการเกษตร การท่องเที่ยว การบริการ การค้า การค้าชายแดน อุตสาหกรรม อาหารและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงธุรกิจบริการยุคใหม่
ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง มอบแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาล ซึ่งได้จัดหา Generative AI ระดับ Pro/Premium จากผู้ให้บริการ 14 ราย จำนวน 24 โมเดล อาทิ Gemini, ChatGPT, Grok, Claude และ Typhoon โดยสิทธิ์ที่ได้รับสามารถใช้งานได้ 12 เดือนไปขับเคลื่อนให้เกิดผลในสถานศึกษา ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 และมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มอบหมายให้ ศธจ. จัดอบรมหลักสูตรการใช้ 14 App โครงการ TH-AI Passport ให้กับตัวแทนบุคลากรของทุกหน่วยงานการศึกษา เพื่อขยายผลต่อสถานศึกษาลงสู่ครู นักเรียนนักศึกษา และประชาชน ผู้ที่ได้รับสิทธิ์
สำหรับการพัฒนากำลังคนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ศธภ.7 มุ่งส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ด้านทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ บริบทพื้นที่ และความต้องการของตลาดแรงงาน โดยให้สถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับอาชีพจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจากประสบการณ์จริง เพื่อให้สามารถนำทักษะไปต่อยอดสู่การมีงานทำและสร้างรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพด้าน การท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ ควรเร่งพัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ อาทิ การต้อนรับและดูแลผู้มาเยือน การบริการลูกค้า การเป็นเจ้าบ้านที่ดี การสื่อสารและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว การแนะนำแหล่งท่องเที่ยวและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น การใช้ภาษาต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์ รวมถึงทักษะด้านอาหารและเครื่องดื่ม งานโรงแรม งานที่พัก และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ควรพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เช่นอาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน งานหัตถกรรม การเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และการค้าชายแดน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้
ทั้งนี้ หลังจากลงพื้นที่ 6 จังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ในช่วงวันที่ 17–21 สิงหาคม 2569 แล้ว จะเร่งลงพื้นที่ติดตาม กำกับ และดูแลการดำเนินงานของ ศธจ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ระนอง และสตูล รวมอีก 8 จังหวัดโดยเร็ว เพื่อให้ครบทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้
การลงพื้นที่ในระยะต่อไปจะยังคงเน้นการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ผลสัมฤทธิ์ของโครงการ การพัฒนาผู้เรียน การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพที่ตอบสนองความต้องการของพื้นที่
ดร.สัมนาการณ์ กล่าวย้ำว่า ผู้นำการศึกษาทุกระดับต้องทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูลเป็นฐาน และเร่งสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการทำให้เด็กและเยาวชนมีทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง มีงานทำ มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของจังหวัด
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียง “ติดตามงานให้ครบ” แต่ต้อง “ติดตามแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง” ตั้งแต่ระดับนโยบาย แผนงาน งบประมาณ ไปจนถึงห้องเรียนและทักษะของผู้เรียน เพื่อสร้างคนตรงงาน สร้างงานตรงเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน



