นายสุริยะ จึงรุ่งเรือง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศใช้ “หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569” ฉบับใหม่ กำหนดรายละเอียดการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ หม่อนไหม แมลงเศรษฐกิจ และด้านการเกษตรอื่น ๆ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมยกเลิกหลักเกณฑ์ฉบับเดิม วันที่ 27 สิงหาคม 2564
การจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินด้านการเกษตร ให้ดำเนินการช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลแต่ละด้านของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ก่อนเกิดภัยพิบัติเท่านั้น โดยการเบิกจ่ายให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตรา ดังต่อไปนี้
ด้านพืช กรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ให้ช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ในอัตรา ดังนี้ ข้าว ไร่ละ 2,420 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ ไร่ละ 6,000 บาท
กรณีไม้ผล ไม้ยืนต้น ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตแต่ไม่ตาย และยังอยู่ในสภาพฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ หรือผลผลิตได้รับผลกระทบจนเสียหาย ให้ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ในอัตราไร่ละ 3,800 บาท ทั้งนี้ การช่วยเหลือ รวมกันไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
กรณีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ดินทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุทุกชนิดทับถมจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ หรืออาจทำให้พืชผลเสียหายได้ และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือกรณีดังกล่าวได้ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดลอก ขนย้ายหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุที่ทับถมพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชได้ ในขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ ทั้งนี้ ราคาไร่ละ 16,000 บาท
ด้านประมง ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติที่สัตว์น้ำตายหรือสูญหาย ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นเงิน หรือสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ อาหารสัตว์น้ำ วัสดุทางการประมง ตามความจำเป็นและเหมาะสม ดังนี้ กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ไร่ละ 12,350 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นนอกจากข้อ 5.2.1 ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน (คิดเฉพาะพื้นที่เลี้ยง) ไร่ละ 4,480 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ สัตว์น้ำ ที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือที่เลี้ยงในลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน ตารางเมตรละ 390 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร หากคำนวณพื้นที่เลี้ยงแล้ว ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติรายใดจะได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินต่ำกว่า 390 บาท ให้ช่วยเหลือในอัตรารายละ 390 บาท
ด้านปศุสัตว์ ด้านหม่อนไหม ด้านแมลงเศรษฐกิจ ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในกรณีที่เป็นการจัดหาอาหารสัตว์ วัคซีน และเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพสัตว์เลี้ยง และการจัดหาอาหารสัตว์ ตามราคาท้องตลาดหรือตามความจำเป็นเหมาะสม กรณีแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูหรือเยียวยาให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ให้ช่วยเหลือเป็นเงิน ในอัตราไร่ละ 3,180 บาท แต่ไม่เกินรายละ 30 ไร่ กรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย ให้ช่วยเหลือตามจำนวนที่เสียหายจริง แต่ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีอัตราตามชนิดและอายุสัตว์ เช่น
โค อายุไม่เกิน 6 เดือน ตัวละไม่เกิน 13,000 บาท โค อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี ตัวละไม่เกิน 22,000 บาท โค อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี ตัวละไม่เกิน 29,000 บาท โค อายุมากกว่า 2 ปี ตัวละไม่เกิน 35,000 บาท กระบือ อายุไม่เกิน 6 เดือน ตัวละไม่เกิน 15,000 บาท กระบือ อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี ตัวละไม่เกิน 24,000 บาท กระบือ อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี ตัวละไม่เกิน 32,000 บาท กระบือ อายุมากกว่า 2 ปี ตัวละไม่เกิน 39,000 บาท สุกร อายุ 1–30 วัน ตัวละไม่เกิน 1,500 บาท สุกร อายุมากกว่า 30 วัน ตัวละไม่เกิน 3,000 บาท แพะ อายุ 1–30 วัน ตัวละไม่เกิน 1,500 บาท แพะ อายุมากกว่า 30 วัน ตัวละไม่เกิน 3,000 บาท แกะ อายุ 1–30 วัน ตัวละไม่เกิน 1,500 บาท แกะ อายุมากกว่า 30 วัน ตัวละไม่เกิน 3,000 บาท
ไก่พื้นเมือง อายุ 1–21 วัน ตัวละ 30 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 80 บาท ไก่งวง อายุ 1–21 วัน ตัวละ 30 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 80 บาท ไก่ไข่ อายุ 1–21 วัน ตัวละ 30 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 100 บาท ไก่เนื้อ อายุ 1–21 วัน ตัวละ 20 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 50 บาท เป็ดไข่ อายุ 1–21 วัน ตัวละ 30 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 100 บาท เป็ดเนื้อ อายุ 1–21 วัน ตัวละ 30 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 80 บาท เป็ดเทศ อายุ 1–21 วัน ตัวละ 30 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 80 บาท นกกระทา อายุ 1–21 วัน ตัวละ 10 บาท และอายุมากกว่า 21 วัน ตัวละ 30 บาท นกกระจอกเทศ ตัวละไม่เกิน 5,000 บาท ห่าน ตัวละ 100 บาท
กรณีหม่อนไหม ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมที่ประสบภัยพิบัติ กรณีไหมตายหรือสูญหาย โดยช่วยเหลือตามจำนวนที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 2 แผ่นต่อรุ่น ไม่เกินรายละ 2 รุ่น ได้แก่ รังไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน แผ่นละ 1,700 บาท รังไหมพันธุ์ไทยลูกผสม แผ่นละ 1,850 บาท รังไหมพันธุ์ลูกผสม แผ่นละ 4,820 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องเลี้ยงหนอนไหมมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 วัน
ด้านแมลงเศรษฐกิจ ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจที่ประสบภัยพิบัติ กรณีแมลงตายหรือสูญหาย หรือวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงเสียหาย โดยช่วยเหลือตามจำนวนที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 รัง หรือ 30 ต้น หรือ 30 บ่อ โดยคิดจากต้นทุนการเลี้ยงเฉพาะค่าวัสดุ ผึ้งโพรง รังละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 30 รัง ผึ้งชันโรง รังละ 1,500 บาท ไม่เกินรายละ 30 รัง ผึ้งพันธุ์ รังละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 30 รัง ครั่ง ต้นละ 1,500 บาท ไม่เกินรายละ 30 ต้น จิ้งหรีด บ่อละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 30 บ่อ
ด้านการเกษตรอื่น ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการปรับเกลี่ยพื้นที่ การไถพรวน ยกร่อง การก่อสร้างคันดิน เพื่อการเพาะปลูกพืชหรือประกอบกิจกรรมด้านการเกษตรอื่น เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายโดยเหมาจ่ายตามพื้นที่เสียหายจริง ในอัตราไร่ละ 2,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่
การช่วยเหลือพื้นที่นาเกลือทะเลที่ประสบภัยพิบัติ เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับเกลี่ยพื้นที่ให้มีสภาพที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตเกลือทะเล ให้ช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่ที่เสียหายจริง ในอัตราไร่ละ 3,666 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ค่าซ่อมแซมอาคารชลประทานและระบบชลประทาน ให้สามารถใช้งานได้ในช่วงฤดูฝน โดยดำเนินการได้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการระบายน้ำ
กรณีใช้เครื่องจักรกลของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการขุดลอกเปิดทางน้ำ งานกำจัดวัชพืชที่กีดขวางการระบายน้ำ งานขุดลอกดิน ทราย วัสดุที่ทับถมทางระบายน้ำ ให้เบิกจ่ายในอัตราราคางานตามราคากลางที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณหรือกระทรวงการคลังมาใช้โดยอนุโลม ค่าจ้างเหมารถยนต์ ค่าระวางบรรทุกทางรถไฟ และเรือบรรทุกของเอกชน เพื่อใช้ในการขนย้ายสัตว์เลี้ยงที่ประสบภัย และที่นำไปสนับสนุนหรือขนส่งพืชพันธุ์อาหารสัตว์ หรืออาหารสัตว์ ให้เบิกจ่าย ดังนี้ ค่าจ้างเหมา รถยนต์และเรือบรรทุกของเอกชน ให้จ่ายเป็นรายวันตามราคาท้องถิ่นค่าระวางบรรทุกทางรถไฟ ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
กรณีมีความจำเป็น หากรายการใดมิได้กำหนดให้จ่ายเป็นเงินหรืออยู่ในดุลยพินิจของผู้มีอำนาจอนุมัติการช่วยเหลือ ให้พิจารณาให้จ่ายเป็นเงินก็ได้ โดยคำนึงถึงสภาพและเหตุการณ์ตามความเหมาะสม หลักสำคัญของการรับความช่วยเหลือ คือ เกษตรกรต้องเป็นผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง และต้อง ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานที่กำกับดูแลก่อนเกิดภัยพิบัติ โดยการจ่ายเงินช่วยเหลือจะพิจารณาตามความเสียหายจริง ภายใต้เงื่อนไข อัตรา และเพดานที่กำหนด



