เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group (CMG) และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดการบรรยายพิเศษหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ในหัวข้อ “ไทย-จีน-กัมพูชา กับความสัมพันธ์ด้านการค้า” โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ไพศาล พืชมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการค้าระหว่างประเทศ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เป็นวิทยากร ถ่ายทอดมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางประเทศไทย แก่ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนชั้นนำ

โดยอ.ไพศาล กล่าวถึงสถานการณ์โลกปัจจุบัน ว่ากำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบขั้วเดียวไปสู่ระบบหลายขั้ว โดยเฉพาะการขึ้นมามีบทบาทสำคัญของจีนและรัสเซีย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันของมหาอำนาจครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การทหาร และภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่กำลังถูกท้าทายด้วยระบบทางเลือกใหม่ๆ ขณะที่สหรัฐฯ พยายามถ่วงดุลอำนาจผ่านยุทธศาสตร์อินโด–แปซิฟิก ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์โลกซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องกำหนดท่าทีอย่างรอบคอบ ไม่เข้าไปร่วมในความขัดแย้งจนเสียอำนาจการตัดสินใจ แต่ควรรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายและดึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจมาสร้างโอกาส โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสูงสุด

นอกจากนี้อ.ไพศาล ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–จีน ที่มีผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งจีนถือเป็นตลาดส่งออกหลักของผลไม้ไทยอย่างทุเรียน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชื่อมโยงตรงถึงรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการระดับฐานราก ทั้งนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ที่ต้องมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตร พร้อมเตือนให้รัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยความรอบคอบ เพราะหากเกิดความตึงเครียดทางการเมืองขึ้น ย่อมส่งผลกระทบรุนแรงต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง

ในประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา อ.ไพศาล มองว่าการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศควรมองควบคู่กับบริบทภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีนที่มีความใกล้ชิดในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง หากปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาขยายตัวจนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง ก็อาจมีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องและทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น การแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศจึงควรให้ความสำคัญกับการเจรจา การทูต และการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งผลกระทบจากความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านความมั่นคง แต่ยังสามารถกระทบต่อการค้า การลงทุน การเดินทาง การขนส่ง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

อาจารย์ไพศาล ถอดบทเรียนจากสงครามเกาหลี เวียดนาม และอัฟกานิสถาน ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีหรือศักยภาพทางทหารที่เหนือกว่า ไม่ได้เป็นหลักประกันชัยชนะในสงครามเสมอไป เนื่องจากผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านยุทธศาสตร์ สภาพภูมิประเทศ ระบบการส่งกำลังบำรุง และความสามารถในการรบระยะยาว ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่มีความจำเป็นต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของเหล่ามหาอำนาจ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศไม่ได้มีผลประโยชน์โดยตรง ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดคือการใช้การทูต การเจรจา และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องเลือกข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ควรรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายอย่างสมดุล สามารถทำการค้าและการลงทุนกับจีน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก หัวใจสำคัญคือไทยต้องมีอิสระในการกำหนดทิศทางนโยบายของตนเอง สอดคล้องกับหลักการทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยึดถือเสมอมาคือ “ไม่เป็นศัตรูกับประเทศใด และเป็นมิตรกับทุกฝ่ายโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก”

ช่วงท้ายของการบรรยาย อ.ไพศาลยังกล่าวถึงปัจจัยภายในประเทศ โดยเห็นว่า การพิจารณาปัญหาของประเทศไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องของระบบการเมือง แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักการเมืองและระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประเทศและประชาชน เพราะหากผู้บริหารประเทศให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ย่อมส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การบรรยายพิเศษครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง เศรษฐกิจ การค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในช่วงเวลาที่โครงสร้างอำนาจของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาค สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการรักษาช่องทางการค้าและการลงทุนกับทุกฝ่าย จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป