นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแฟชั่นแมคยีนส์ เปิดเผยว่า แผนงานใน 3 ปีนี่บริษัทมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มGenYและGenZรวมกันให้ถึง 80% จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มสูงอายุ 5% ส่วนใหญ่เป็นวัยเกษียรนิยมซื้อสินค้าลดราคา แต่ในกลุ่มGenYและGenZขณะนี้มีสัดส่วนรวมที่ 68% ซึ่งเป็นกำลังซื้อที่ยังเติบโตได้ดี ล่าสุด จึงใช้กลยุทธ์จับมือกับ อลัน เลิศ ศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ ออกสินค้าเสื้อผ้าคอลเลคชั่นพิเศษคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูน มูลโอมอน เอเลี่ยนจากดวงจันทร์มาสร้างความคึกคักช่วงหน้าฝนนี้

“ปกติช่วงหน้าขายของบริษัทเราจะอยู่ในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว แต่การจับมือกับศิลปินครั้งนี้จะช่วยสร้างความคึกคักช่วงหน้าฝนที่เดิมเป็นช่วงโลว์ซีซั่นให้คึกคักมากขึ้น ตั้งเป้าหมายช่วง 4 เดือน (ก.ค.-ต.ค.69) วางขายผ่านหน้าร้าน 172 สาขา และช่องทางออนไลน์   มียอดขายจากคอลเลคชั่นดังกล่าว 50 ล้านบาท จากนั้นยังมีแผนร่วมงานกับดีไซเนอร์และศิลปินไทยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ครั้งในทุกๆซีซั่น”

ขณะเดียวกัน เตรียมแตกไลน์สินค้าแบรนด์ใหม่ในชื่อ MCJ เน้นสไตล์แฟชั่นแนวสตรีทที่สอดรับกับพฤติกรรมวัยรุ่นในปัจจุบัน เช่น กระเป๋าถือสำหรับผู้หญิง, แฟชั่นสไตล์มินิมิล พร้อมกางเกงกีฬา, แฟชั่นยีนส์สีต่างๆ, ชุดกีฬา, น้ำหอม และชุดชั้นใน อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้ โดยจะใช้พรีเซ็นเตอร์ระดับโลกที่เป็นไอคอนของคนรุ่นใหม่มาช่วยขับเคลื่อนกระแสแบรนด์ในครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังได้เริ่มปรับโฉมหน้าร้านค้าปลีกด้วยการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยโซนห้องที่ 2 ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ของกลุ่มเจนวายและเจนแซด โดยเฉพาะนำเสนอสินค้าเสื้อผ้าตัดเย็บทรงหลวม เสื้อยืดที่สั้นลง และกางเกงยีนส์ขากว้างที่ไม่ต้องสอดชายเสื้อไว้ในกางเกง สะท้อนถึงสไตล์การแต่งตัวตามใจตัวเองของวัยรุ่นยุคใหม่ ซึ่งต่างจากพฤติกรรมดั้งเดิมของกลุ่มGenX ที่เน้นการสอดชายเสื้อเข้าด้านใน ตั้งเป้าหมายสิ้นปี69 มีรายได้รวม 4,800 ล้านบาท

นายแมทธิว กล่าวว่า เพื่อรองรับพฤตอกรรมผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น บริษัทจึงได้นำเทคโนโลยีของ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

AI Store Analytics: ติดตั้งระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิดสาขาละ 4-5 ตัว ตรวจจับพฤติกรรมลูกค้าและการให้บริการของพนักงานกว่า 1,700 คน ทั่ว 560 จุดขาย ส่งผลให้พนักงานตื่นตัวและดันอัตราการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าพุ่งจาก 60% เป็น 80% และช่วยกระตุ้นอัตราการปิดการขาย หน้าร้านให้เติบโตจากเฉลี่ย 12% ทะยานขึ้นสู่ระดับ 18% และกว่า 20% ในบางสาขา

AI CRM: พัฒนาระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าที่ขยายฐานสมาชิกจาก 1 ล้านคนเป็น 1.5 ล้านคนภายในหนึ่งปี โดยใช้ AI ติดตามวิเคราะห์ความถี่และพฤติกรรมการซื้อเพื่อยิงคูปองข้อเสนอเฉพาะบุคคลแบบเรียลไทม์ผ่านทาง Line สร้างสถิติยอดขายจากฐานสมาชิก CRM ถล่มทลายกว่า 1,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของยอดขายฝั่งออฟไลน์ทั้งหมด

AI ในส่วน E-Commerce และระบบตัวแทนขาย Affiliate: AI ถูกใช้เพื่อวิเคราะห์กระแสความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ในการพัฒนาสินค้าพิเศษเฉพาะออนไลน์ เพื่อดึงดูดลูกค้า Gen Z โดยเฉพาะ พร้อมใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการระบบตัวแทนขายอิสระ ที่มีคนนอกช่วยขายมากถึง 200,000 คน

นอกจกานี้ ได้ขยายสตูดิโอไลฟ์สดในสำนักงานของตัวเองขึ้นเป็น 10 สตูดิโอ ควบคู่กับเครือข่ายพนักงานหน้าร้านอีกกว่า 140 ชีวิต ที่ทำหน้าที่ไลฟ์สตรีมมิ่งจากสาขา ส่งผลให้แบรนด์ออนไลน์สามารถสร้างสถิติรายได้ทะยานขึ้นสู่หลัก 1,200 ล้านบาท ได้สำเร็จ คิดเป็นอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซเกินกว่า 50% และขยายสัดส่วนยอดขายออนไลน์ขึ้นสู่ 27% ของยอดขายรวมแบรนด์ จากเดิมที่ 19%