นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากความร่วมมืออย่างเข้มข้นของหลายหน่วยงาน ทั้ง ดีอี ตำรวจ กสทช. ผู้ให้บริการมือถือ และ ธนาคาร ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยปริมาณการหลอกลวงลดลงไปแล้วมากกว่า 50% ปัจจัยหลักมาจากการมุ่งเป้า ตัดวงจรการฟอกเงิน และเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด ผนวกกับการใช้มาตรการยึดทรัพย์สินเครือข่ายรายใหญ่อย่างเข้มข้น ทำให้ปริมาณความเสียหายโดยเฉพาะในกลุ่มคดีหลอกลวงรายย่อยลดลงอย่างมหาศาล
“แม้ตัวเลขคดีจะลดลง แต่มิจฉาชีพยังคงปรับตัวและพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นที่น่ากังวลและภาครัฐกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด คือปัญหา การหลอกส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนถึงหน้าบ้าน ซึ่งหากสามารถหยุดยั้งกระบวนการตรงนี้ได้ จะช่วยลดความเสียหายได้อีกมาก นอกจากนี้ยังเร่งปราบปรามปัญหา บัญชีม้าที่มิจฉาชีพใช้เทคนิคโอนเงินเป็นทอดๆ จากบัญชีเอ ไป บี และ ซี เพื่อหลบหนีการติดตามตรวจสอบ”
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ในส่วนของการจัดการบนโลกออนไลน์ ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ภาครัฐได้ตรวจสอบพบความผิดปกติกว่า 1 ล้านเคส ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ทั้งเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก ที่มีการตอบสนอง ต่อปัญหาอย่างรวดเร็ว ทั้งการไล่ลบเพจปลอมและจัดการโฆษณาที่หลอกลวงเกินจริง
ทั้งนี้ การปราบปรามด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ การร่วมมือกับภาคเอกชน สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยภาครัฐยอมรับว่า การให้ความรู้โดยรัฐเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด การดึงภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอข้อมูลและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมาร่วมมือกัน จึงถือเป็นการตอบโจทย์ที่ดี โดยหลังจากนี้จะมีการยกระดับมาตรการกวาดล้างให้เข้มข้นขึ้น พร้อมนำประสบการณ์และกลโกงรูปแบบใหม่ๆ มาแชร์เตือนภัยผ่านทั้งช่องทางของรัฐและเอกชน เพื่อตัดวงจรโจรไซเบอร์ให้ลดน้อยหรือหมดไป



