คดีความจำนวนมากในสหรัฐ กำลังพุ่งเป้าไปยังบริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่ โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้จงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ไม่สามารถต้านทานการใช้งานได้ จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิต


คดีเหล่านี้มีความสำคัญในระดับประวัติศาสตร์ เนื่องจากเริ่มมีการนำบริษัทโซเชียลมีเดียเข้าสู่การพิจารณาคดี เช่นเดียวกับกรณีอุตสาหกรรมยาสูบเมื่อหลายทศวรรษก่อน ซึ่งถูกดำเนินคดีจากการทำให้ผู้บริโภคเสพติดบุหรี่ และท้ายที่สุดนำไปสู่การควบคุมอุตสาหกรรมที่เข้มงวดขึ้น


หนึ่งในคดีสำคัญเกิดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิส เมื่อคณะลูกขุนมีคำตัดสินเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ให้บริษัท เมตาและกูเกิล มีความผิดฐานประมาทเลินเล่อในการออกแบบและดำเนินงานแพลตฟอร์ม พร้อมสั่งจ่ายเงินรวม 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 195.98 ล้านบาท) แก่หญิงวัย 20 ปีคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคำตัดสินสำคัญในคดีลักษณะนี้


คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหญิงสาวซึ่งเป็นโจทก์ ที่อ้างว่า การใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 10 ปี รวมถึงอินสตาแกรม และยูทูบ ส่งผลให้เธอมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และภาวะหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเอง ขณะที่เมตาและกูเกิลกำลังยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว


นอกจากคดีจากผู้ใช้งานรายบุคคลแล้ว รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐยังดำเนินคดีในนามของประชาชน โดยเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เริ่มพิจารณาคดีที่มี 29 รัฐ ร่วมฟ้องเมตา และเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (45.74 ล้านล้านบาท) รวมถึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้บริษัทปรับเปลี่ยนการทำงานของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม


อัยการสูงสุดของทั้ง 29 รัฐ กล่าวหาเมตาว่า ทราบดีว่าฟีเจอร์ต่าง ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนใช้งานอย่างต่อเนื่องและควบคุมไม่ได้ ขณะเดียวกัน บริษัทยังเจตนาทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม

นอกจากนั้น ยังมีอีก 14 รัฐที่ดำเนินคดีแยกต่างหากกับเมตา และมีคดีลักษณะเดียวกันที่ฟ้องร้องติ๊กต็อก สแนป และกูเกิล ที่เขตการศึกษาของรัฐต่าง ๆ ยื่นฟ้องมากกว่า 1,300 คดี ในนามของนักเรียน โดยกล่าวหาว่าโซเชียลมีเดียสร้าง “ความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ” ทำให้เด็กเสียสมาธิและบั่นทอนการศึกษา


ประเด็นสำคัญของคดีเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งโจมตีเนื้อหาที่ผู้ใช้งานพบเห็น แต่มุ่งไปที่การออกแบบและฟังก์ชันของแพลตฟอร์ม ซึ่งโจทก์กล่าวหาว่า ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มให้นานที่สุด


หลายคดีระบุว่า บริษัทนำเทคนิคด้านพฤติกรรม ที่เคยใช้ในอุตสาหกรรมการพนันและบุหรี่มาประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์ม เช่น ฟีดเนื้อหาที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและสร้างโดยอัลกอริทึม การแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และระบบที่กระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาเปิดบัญชีซ้ำ ๆ จนเข้าสู่ภาวะที่จดจ่อกับแพลตฟอร์มเป็นเวลานาน


โจทก์ยังกล่าวหาว่า การใช้งานในลักษณะเสพติดอาจนำไปสู่ความผิดปกติทางจิตหลายรูปแบบ รวมถึงการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตายในกรณีรุนแรง ขณะเดียวกัน บริษัทได้รับผลประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสนใจของเด็ก เพื่อนำไปใช้กำหนดเป้าหมายโฆษณา


ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการเปิดโปงเอกสารภายในของเมตา ซึ่ง น.ส.ฟรานเซส เฮาเกน อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ และผู้เปิดโปงข้อมูลเมื่อปี 2564 ว่าเมตารับรู้มานานแล้ว ว่าแพลตฟอร์มของบริษัทส่งผลกระทบต่อเยาวชน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของร่างกาย


ด้านไบต์แดนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของติ๊กต็อก ก็มีเอกสารที่ถูกเปิดเผยจากคดีความ ซึ่งชี้ว่า บริษัทรับรู้ว่าเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มถูกชักจูงให้ทำกิจกรรมเสี่ยงอันตรายจากคลิปบนแพลตฟอร์มได้ง่ายกว่า เนื่องจากความสามารถในการประเมินความเสี่ยงยังพัฒนาไม่เต็มที่


อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่า ไม่ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อทำให้เด็กเสพติด และได้พัฒนาระบบควบคุมและมาตรการความปลอดภัยเพื่อปกป้องผู้ใช้งานอายุน้อย


เมตายังอ้างว่า แม้บริษัทให้ความสำคัญกับการป้องกันเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีจากการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ร้านค้าแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือก็ควรมีบทบาทในการตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานด้วย


ประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญอีกประการคือ มาตรา 230 ของกฎหมายว่าด้วยความเหมาะสมด้านการสื่อสาร (ดีซีเอ) ของสหรัฐ ฉบับปี 2539 ซึ่งเคยเป็นเกราะคุ้มครองบริษัทโซเชียลมีเดียจากความรับผิดในเนื้อหาที่ผู้ใช้งานโพสต์ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาในคดีระลอกใหม่นี้เห็นว่า มาตราดังกล่าวไม่ครอบคลุมข้อกล่าวหาเรื่องความประมาทเลินเล่อในการออกแบบแพลตฟอร์ม


สำหรับคดีในโอ๊กแลนด์ ความเสี่ยงของเมตาจะสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากบทลงโทษอาจสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 653,430 บาท) ต่อการละเมิดหนึ่งครั้ง และหากคำนวณจากจำนวนผู้ใช้งานเด็กหลายล้านคน อาจทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินระหว่าง 193,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.30 ล้านล้านบาท) ถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 45.74 ล้านล้านบาท)


หากบริษัทเหล่านี้ยังคงแพ้คดีอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันให้เจรจายุติคดีด้วยเงินชดเชยมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อบริษัทอาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โจทก์ยังเรียกร้องให้บริษัทปรับเปลี่ยนอัลกอริทึม ติดตั้งระบบควบคุมโดยผู้ปกครอง และยกเลิกฟังก์ชันที่ถูกกล่าวหาว่าออกแบบมาเพื่อทำให้เด็กใช้งานอย่างเสพติด


คดีเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องความเสียหายต่อผู้ใช้งาน แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า บริษัทเทคโนโลยีควรต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนมากเพียงใด และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎเกณฑ์ ที่ใช้กำกับอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียในสหรัฐ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES