เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ห้องทุ่งศรีเมือง แกรนด์บอลรูมโรงแรมเซ็นทาราอุดรธานี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรม “สานพลังชุมชนลุ่มน้ำสงครามตอนบน ขับเคลื่อนแผนปรับตัวอย่างยั่งยืน “ภายใต้โครงการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการปรับตัวเชิงพื้นที่ในรายสาขาและสาขาที่เกี่ยวข้อง (Cross Cutting) ในพื้นที่” ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี” ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และภาคีเครือข่าย จัดขึ้นเพื่อมุ่งขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาและประสบการณ์ของชุมชนพร้อมนำเสนอผลการดำเนินงานด้านการปรับตัว การจัดการระบบนิเวศป่าทาม และการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการขยายผลสู่พื้นที่อื่น

นายโกเมศ กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าพ.ศ. 2566-2568 เป็น 3 ปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ สูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.48 องศาเซลเซียส ขณะที่รายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ชี้ว่า ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกว่า 9,700 ครั้ง กระทบประชาชน 5.7 พันล้านคน เสียชีวิตกว่า 832,000 คน และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าประเทศไทยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2565 มาอยู่ที่อันดับที่ 17 ในปี 2567 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กระทบต่อความมั่นคงทางน้ำอาหาร สุขภาพ และระบบนิเวศ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ซึ่งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการสูญเสียความสามารถของธรรมชาติในการควบคุมน้ำ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ กักเก็บคาร์บอน และสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ

ปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569-2573 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรมและตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสาขา และสามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายโกเมศฯ กล่าวอีกว่า พื้นที่ “ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี” ถือเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีการนำแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: Nbs)มาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน โดยมุ่งให้พื้นที่ชุ่มน้ำยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งระบบนิเวศแหล่งทรัพยากรของชุมชน และกลไกในการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเกิดเป็นโครงการฯโดยนำกรอบการปรับตัวมาบูรณาการใน 3 สาขาหลักภายใต้ NAP ที่มีความเชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ ได้แก่สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร: ปรับระบบเกษตรเป็นวนเกษตรและเกษตรผสมผสาน บริหาร จัดการน้ำ จัดตั้งสถานีเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่น และปรับปฏิหินเพาะปลูกตามสภาพอากาศ สาขาจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: ขยายพื้นที่ป่าชุมชน อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และพัฒนาเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: ทำแผนรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจ ชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์ “น้ำปลาร้าทามนัว” และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่าทาม

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการนำเสนอผลการดำเนินงานและแผนปรับตัวเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนบน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปรับตัวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรต้นแบบการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกย่องผู้ทำแนวทางการปรับตัวไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ และการจัดนิทรรศการ “ชุมชนปรับตัว ป่าทามยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากร การประกอบอาชีพ และการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศป่าทามอย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

หัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะคนในพื้นที่เป็นผู้ที่เข้าใจบริบท ทรัพยากร ปัญหา และความต้องการของพื้นที่ดีที่สุด เพื่อให้เกิดแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งหวังว่า “โครงการนำร่องบ้านม่วง-เมืองไพร” จะไม่หยุดอยู่เพียงการจัดทำแผน แต่จะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง มีการติดตามและประเมินผล รวมถึงถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน นำองค์ความรู้และกระบวนการที่ได้ไปปรับใช้กับพื้นที่อื่น ๆ เพื่อขยายผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการดำเนินงานจากระดับท้องถิ่นไปสู่เป้าหมายระดับประเทศ และเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) ได้อย่างเป็นรูปธรรม