ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวาระที่น่าสนใจอีกครั้ง หลังมีข่าว “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เตรียมเสนอรายชื่อ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับสูงในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานสำคัญ ทั้งตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ทั้งนี้ บัญชีแต่งตั้งดังกล่าว เป็นรายชื่อที่ “นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอขึ้นมา ท่ามกลางกระแสจับตาการจัดทัพข้าราชการระดับสูงของสิงห์คลองหลอด หลังมีกระแสข่าวถึงการหารือระหว่างคีย์แมน และ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวมถึงวงพูดคุยที่ถูกเปรียบเปรยว่า เป็นการซดก๋วยเตี๋ยวไร้เกาเหลา ก่อนหน้านี้

สำหรับตำแหน่งสำคัญที่คาดว่าจะมีการเสนอแต่งตั้ง ประกอบด้วย “นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์” อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คาดว่าจะไปดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง” (ยผ.) นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น “อธิบดีกรมที่ดิน (ทด.)” ขณะที่ “นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะขยับไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ด้าน “นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์” ผวจ.นครราชสีมา มีชื่อคาดว่าจะขึ้นเป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่วน “นายปิยะ ปิจนำ” ผวจ.บุรีรัมย์ ถูกจับตาว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็น “อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)”

ขณะที่บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่ามีรายชื่อดังนี้ นายชยชัย แสงอินทร์ ผวจ.สมุทรสงคราม น.ส.อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม นายเอกวิทย์ มีเพียร ผวจ.ปทุมธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การจัดทัพของกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการขยับเก้าอี้ระดับสูงหลายตำแหน่งพร้อมกัน โดยเฉพาะกรมใหญ่และตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนนโยบาย และบริหารราชการส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายชื่อทั้งหมดต้องรอการพิจารณา และมติอย่างเป็นทางการจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 25 ส.ค.

ส่วนการเมืองกลับมาร้อนอีกครั้ง หลังสัปดาห์นี้สภาผู้แทนราษฎร จะกลับมาเปิดสมัยประชุมอีกครั้ง ซึ่งประเด็นใหญ่ คงหนีไม่พ้นพรรคฝ่ายค้าน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้ง “พรรคประชาชน (ปชน.)” และ “ประชาธิปัตย์ (ปชป.)” ส่งสัญญาณตรงกันว่า ใช้มาตรการที่รุนแรงสุด ตรวจสอบฝ่ายบริหารนำโดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ โดยประเด็นใหญ่หนีไม่พ้น การทุจริตสอบเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ “สถ.” และ “ฮั้ว สว.” ซึ่งประเด็นหลังคงหวังไกล ถึงขั้นยุบ “ภท.” หากมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องจริง เพราะผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรค ภท. เติบโตแบบก้าวกระโดด ได้ สส.ถึง 192 เสียง และสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน พรรคสีน้ำเงินคุมเกมทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา รวมทั้งยังเชื่อมโยงกับการทำงานของ “องค์กรอิสระ” ดังนั้นยุทธศาสตร์ของพรรคฝ่ายค้าน จึงมีความสำคัญมาก เพราะนอกจากหวังจะเปิดแผลผู้กุมอำนาจรัฐ และต้องการลดความชอบธรรม ซึ่งปกติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มักจะยื่นหลังรัฐบาลทำงานผ่านไป 1 ปีแล้ว แต่กับฝ่ายบริหารชุดนี้ เพิ่งทำงานได้ประมาณ 6 เดือน ก็โดนตรวจสอบ นั่นหมายความว่า ข้อมูลตรวจสอบต้องมีน้ำหนักพอสมควร 

โดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป. ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบรัฐบาลว่า หลังสภาเปิดจะมี การอภิปรายทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน และจากนั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์จะเป็นการอภิปรายงบประมาณวาระ 2 และวาระ 3 ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สส.หลายคนทำข้อมูลอยู่ แต่ต้อง ไปหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อน พร้อมยืนยันว่าพรรค ปชป.ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า มีเรื่องใหม่ๆ ที่จะเป็นหมัดเด็ดเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้อนว่า “ถ้าบอกก็ไม่ใหม่สิ” ทั้งนี้เรายังไม่ทราบว่าการอภิปรายจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่มีข้อมูลหลายอย่างซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏในสาธารณชน

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ขอรอการหารือกับพรรคฝ่ายค้านก่อน เพื่อไม่ให้เสียมารยาททางการเมือง ตอนนี้ใครที่ไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาลก็คุยได้หมด อยู่ที่ว่าแต่ละพรรคประสงค์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ ยืนยันใครไม่ได้เป็นรัฐบาล จะส่งเทียบเชิญมาพูดคุย ถามว่า การล็อกเป้าอภิปรายของพรรค ปชน. นอกจากนายกฯ แล้ว จะมีรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขอหารืออย่างเป็นทางการกับฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ เราได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตลอด ซึ่งข้อมูลที่ได้เปิดเผยมาก่อนหน้านี้ เช่น การโกงฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลในตอนนี้ เพราะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังมีมติต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาในวันที่ 31 ส.ค.นี้

เชื่อว่าในทางการเมือง ทั้ง ปชป.” และ “ปชน.” คงต้องชิงการนำ ในการเล่นบทตรวจสอบ เพราะมีผลต่อความนิยมของพรรคในอนาคต ยิ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา สส.ได้เพียง 21 ที่นั่ง หลังจากเคยยิ่งใหญ่ได้ สส.เกิน 100 ที่นั่ง เป็นทั้งแกนนำรัฐบาลและแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ยิ่งถ้าหากข้อมูลที่นำมาเปิดมีน้ำหนัก และสังคมไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ย่อมได้รับเสียงชื่นชมและการยอมรับ มีผลต่ออนาคตพรรคการเมืองนั้นแน่ๆ

ส่วนประเด็น เรื่อง “ฮั้ว สว.” ที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่ กกต.จะลงมติ ซึ่ง พรรคฝ่ายค้าน และ “ไอลอว์” ก็กดดันเต็มที่  เพื่อให้องค์กรอิสระจัดการเลือกตั้ง ส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

“นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ อ้างว่ามีผู้สมัคร สว.อ่างทอง โทรศัพท์มาถึงนายภราดร และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. ว่า ขอย้ำว่าตน นายกรวีร์ และพรรคภท. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. ที่มีการเลือกตั้งเมื่อปี 67 ส่วนประเด็นที่ทางไอลอว์ ได้นำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นข้อมูลเท็จหรือข้อมูลจริง เนื่องจากเป็นข้อมูลลับส่วนตัว พร้อมที่จะต่อสู้บนข้อมูล ที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง ผู้สื่อข่าวถามว่า ไอลอว์อ้างว่าข้อมูลมาจาก สำนวนการสอบสวนของอนุฯ ชุดที่ 26 ของ กกต. นายภราดร กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นยิ่งอาการหนัก เพราะสำนวนการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานของรัฐ  ไม่ควรถูกเผยแพร่ จึงต้องถามไปที่ กกต. เป็นข้อมูลจริงจาก กกต.หรือไม่ ที่เข้าชี้แจงต่อ กกต. ไม่เคยมีการสอบถามข้อมูลเรื่องโทรศัพท์ 

ด้าน “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเห็น กรณีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเลือก สว. ของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ว่า การกล่าวหาคน ภท. ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่แค่ลากเส้นโยง เพราะความสัมพันธ์ ไม่เท่ากับ การร่วมกระทำความผิด ต้องตอบให้ได้เป็นรายบุคคลว่า บุคคลนั้นทำอะไร ทำเมื่อใด ทำกับใคร มีเจตนาอย่างไร ฝ่าฝืนกฎหมายใด อย่าใช้วิธีลากเส้น จาก สว.คนหนึ่ง ไปต่อถึงนักการเมือง หรือพรรคการเมือง เพราะชื่อเสียงและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกัน หากมีหลักฐานจริง ตนสนับสนุนให้นำเข้าสู่ กระบวนการตรวจสอบทั้งหมด ไม่ต้องปกป้องใคร และไม่ต้องยกเว้นใคร 

“ถ้าบอกว่าพร้อมเปิดทุกหลักฐาน ผมก็เห็นด้วย เปิดเลย และเปิดให้ครบ เปิดตั้งแต่วันนี้ แต่เมื่อเปิดแล้ว ต้องยอมให้หลักฐานถูกตรวจสอบด้วยว่า เป็นหลักฐานที่พิสูจน์การกระทำผิดจริง หรือเป็นเพียงข้อมูลที่ถูกนำมาเรียงต่อกัน เพื่อสร้างภาพ ความเชื่อมโยงคน ภท. ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้อยู่นอกหลักนิติธรรมเช่นกัน ใครทำผิด ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ใครถูกกล่าวหา ต้องมีสิทธิชี้แจง และใครเป็นผู้กล่าวหา ก็ต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้อง เพราะในประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย “เส้นโยง” ไม่ใช่ “หลักฐาน” “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่ “ความผิด” และ “ข้อกล่าวหา” ไม่ใช่ “คำพิพากษา” และการกระทำใดของคุณยิ่งชีพ ที่ทำให้บุคคลใดหรือพรรค ภท.ได้รับความเสียหาย คุณก็ย่อมต้องรับผลจากการกระทำนั้น” นายศุภชัย  กล่าว

ส่วน “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้าไม่ได้มีหลักฐานอันควรเชื่ออยู่พอสมควร กกต.-ดีเอสไอ คงไม่ออกหมายเรียก และตั้งข้อหากับผู้ต้องหา ในคดีโกงเลือก สว.ไปแล้ว 229 คน ตั้งแต่ปี 2568 ถ้าไม่ได้มีหลักฐานอันควรเชื่ออยู่มากพอสมควร ก็คงไม่ได้มีสำนวนความหนาขนาด 90,000 หน้าที่อยู่ในมือของ กกต. ตอนนี้คงเป็นคดีบางๆ ที่รอให้ยกเพราะไม่มีมูล  รวมถึงมีคนอ้าง การประสานงานกับพรรค ภท. โดยที่แกนนำของพรรค ไม่มีส่วนรู้เห็นอะไรเลย  ไม่มีการสอบสวนและไม่มีการลงโทษ บุคลากรของพรรคเหล่านั้น กกต. มีอำนาจหน้าที่เพียงตามมาตรา 62 เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้เป็นผู้วินิจฉัย กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะชี้ผิดชี้ถูกว่า ใครกระทำความผิดหรือไม่ ไม่มีหน้าที่ที่ต้องหาข้อพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยว่าใครได้กระทำความผิด กกต. อย่าทำตัวเป็นศาลเอง แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง รวบรวมข้อมูลหลักฐาน ที่มีแล้วก็ส่งไปให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ท่านทำหน้าที่ของท่านแค่นี้ มันไม่ยากหรอก

ยิ่งใกล้วันวินิจฉัย แต่ละฝ่ายต่างก็คงโหมข้อมูลเต็มที่ เพื่อหวังให้บทสรุปเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ เพียงแต่ข้อมูลที่เปิดเผยออกมา การพิสูจน์จริงหรือเท็จ จะได้รับความน่าเชื่อถือหรือไม่

ทีมข่าวการเมือง