เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ จ.น่าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ลงพื้นที่เร่งรัดติดตามการฟื้นฟูจังหวัดน่าน เป็นวันที่ 2 ภายหลังประสบภัยน้ำท่วม จุดแรก นายยศชนันลงพื้นที่หมู่บ้านเฮี้ย โดยเดินดูและติดตามความคืบหน้าในการเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากวันนี้สภาพการฟื้นฟูและเคลียร์ดินโคลนและขยะที่ทับถมในพื้นที่น้ำท่วมได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 70% 

โดยมีบางช่วงได้เข้าไปสอบถามชาวบ้านเป็นภาษาเหนือ ซึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าบ้านระหว่างที่หน่วยงานและอาสาสมัครกำลังเข้าล้างโคลนบริเวณหมู่บ้าน และให้กำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ โดยได้แจ้งว่าขณะนี้ทางหน่วยงานของรัฐ และท้องถิ่นได้เร่งรัดการฟื้นฟูและเยียวยา วันนี้มาดูสภาพความคืบหน้าว่ากลับมาใช้ชีวิตปกติได้ขนาดไหน 

หลังจากนั้นได้เดินทางไปยังบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกูน เพื่อลงพื้นที่ดูจุดที่เป็นบ้านของ “ป้ากาหลง” ซึ่งถูกมวลน้ำและโคลน ซัดจนบ้านพังเสียหายหายไปทั้งหลัง โดยนายยศชนันได้เข้ามาพูดคุยให้กำลังใจเป็นภาษาเหนือ พร้อมกับนำข่าวดีมาแจ้งด้วยตนเอง ร่วมกับผู้ว่าราชการ จ.น่าน และเปิดภาพแบบจำลอง 3 มิติ “บ้านผู้ประสบภัย” ที่จะสร้างใหม่ให้ป้ากาหลง ซึ่งออกแบบมาในลักษณะบ้านยกพื้นสูงเพื่อความปลอดภัย 

ทันทีที่เห็นแบบบ้าน “ป้ากาหลง” ตื้นตันใจ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และยกมือไหว้ขอบคุณทั้งน้ำตา โดยนายยศชนัน ได้เข้าสวมกอดให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ นายยศชนัน ได้กล่าวอธิบาย และให้ความมั่นใจกับป้ากาหลง ว่า “มาอัปเดต ตอนนี้เรามีแบบบ้านแบบนี้เลย บ้านที่ทำตอนนี้แบ่งเงินเป็น 2 ก้อน คือ ก้อนที่ทางจังหวัดจะดูแล และอีกก้อนหนึ่งเป็นที่สำนักนายกฯ ที่ทำเรื่อง และที่เหลือเดี๋ยวดูแลต่อเพิ่มให้ ยังไงไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่เปิ้นไปทำแบบมาหื้อแล้ว ก็ต้องคำนวณงบประมาณ ผู้ใหญ่ ผู้ว่าฯ เปิ้นไปทำเรื่องนี้ให้ รับรองว่ามีบ้านแน่นอน มั่นใจนะ ถ้ามันมีบ้านกันแดดกันฝนเนาะ เดี๋ยวจะมีผู้เกี่ยวข้องมาดูนี่ต่อหื้อ” ทั้งนี้ ป้ากาหลง ระบุว่า ตอนนี้ตนเองต้องไปอาศัยหลับนอนอยู่ที่บ้านญาติเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่หลังจากที่บ้านหายไปทั้งหลัง 

ทั้งนี้ นายยศชนัน ได้สั่งการจังหวัดและหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เร่งเคลียร์เศษวัสดุ ท่อนไม้ และสิ่งปฏิกูล ออกจากทางน้ำโดยเร็ว รวมถึงการซ่อมแซมถนนและทางเชื่อม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติ โดยระบุว่า หน่วยงานในพื้นที่ ทั้งกรมชลประทาน องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล มีสรรพกำลังเพียงพอที่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จได้อย่างรวดเร็ว