คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากเทคโนโลยีและเอไอ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลข 1.9% เท่ากับ กนง.ประเมินไว้ แต่องค์ประกอบแตกต่าง โดยจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในเดือน ต.ค.นี้ 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แต่ติดตามสถานการณ์สงครามที่ยังคาดเดายาก โดยไตรมาส 3 ปีนี้ เดิมคาดจะเห็นเงินเฟ้อเกินกรอบ 3% แต่ตอนนี้มองว่าไม่ถึง 3% ซึ่งอาจยังเห็นเกินกรอบบ้างในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ปี 70 จากราคาพลังงานลดลงมากกว่าคาด และการส่งผ่านราคาน้อยกว่าคาด 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางไม่อาจวางใจได้ โดย กนง.ติดตามใกล้ชิด เพราะมีนัยยะต่อคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะต่อไป

“เงินเฟ้อที่เกินกรอบไตรมาส 4 กับไตรมาส 1 ปี 70 มองเป็นการขึ้นชั่วคราว ยังไม่มีความจำเป็นขึ้นดอกเบี้ย โดยต้องเฝ้าติดตามต่อไป ซึ่งในสองไตรมาสสุดท้ายปีนี้ต้องดูที่เอลนีโญ โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้มีประเด็น แต่ไม่ชะล่าใจ แม้ความเสี่ยงจะลดลงบ้างกว่าคาดการณ์ครั้งก่อน”

นายดอน กล่าวว่า กนง.มองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการการเงินเฉพาะจุด เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยนโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ 

ส่วนนโยบายการคลัง แบ่งเป็นในระยะสั้น ลดผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้ ส่วนระยะปานกลางถึงยาว ในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน และการเพิ่มผลิตภาพ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่มีโครงการชัดเจนโดยยังต้องติดตามต่อไป

ขณะที่มาตรการทางการเงิน จะเน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง เสริมสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี โดย กนง.ได้หารือมาตรการเพิ่มเติมในระยะต่อไปให้ ธปท.ดำเนินการ ซึ่งทางด้าน กนง.มองควรสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางผ่านลูกหนี้ที่มีศักยภาพ ผ่านมาตรการการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการที่ออกไปแล้วและมาตรการในอนาคต โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ

นายดอน กล่าวว่า กนง.ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1% อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ ซึ่งมีการหารือว่าในอดีตเคยลดถึง 0.5% แต่วันนี้ประเมินบริบทไม่มีความจำเป็น และการลดดอกเบี้ยบริบทตอนนี้ ลดได้ไปไม่คุ้มเสีย ไม่ใช่ลดไม่ได้ แต่ลดในภาวะวิกฤติ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจฟื้นอย่างช้าๆ ต้องอาศัยจากมาตรการการเงินและมาตรการการคลังที่กำลังจะออกมา จะเป็นนโยบายผสม จะเหมาะสมกว่า

“ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่อะไรที่ถูกต้อง ส่วนดอกเบี้ยต่างประเทศขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ แต่ภาพกลับกัน ตอนนี้ในต่างประเทศไม่อยากขึ้น เพราะตอนนี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง”

ส่วนกรณีผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐนั้น กนง.มอบหมายสายงานและตลาดการเงินให้ติดตาม โดยบอนด์ยีลด์ขึ้นไม่ใช่แค่สหรัฐ แต่พุ่งขึ้นทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป(อียู) สะท้อนความไม่มั่นใจ ทำให้ฐานะการคลังประเทศเหล่านี้ ต้องติดตาม และเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

“เบื้องต้นยีลด์สหรัฐเพิ่มขึ้นไม่ได้ฉุดยีลด์ไทยตาม ต้นทุนการเงินในประเทศไม่ได้สูง วางใจได้ แต่อีกด้าน เกิดความไม่มั่นในดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เงินบาทแข็งค่า รวมทั้งคนไม่มั่นใจดอลลาร์สหรัฐ ไปซื้อทองคำ ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ยืนยันปัจจุบันการเคลื่อนไหวเงินบาท ยังสอดคล้องกับภูมิภาค ไม่มีสัญญาณขาดเสถียรภาพอย่างไร”