เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิมภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทองต่อ เพื่อจะไปขึ้นเรือลำเลียงพล มายังฝั่งสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 (หาดยาว) แต่ด้วยสภาพอากาศที่เกิดฝนตกอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมีคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงได้ยกเลิกการขึ้นเรือดังกล่าว และเปลี่ยนมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน

จากนั้นนายกฯ ได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ (Incident Command Center: ICC) และชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงหนึ่งระหว่างนายกฯ ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ ใส่ผ้ากันเปื้อน หน้าอกปักคำว่า “นายกรัฐมนตรี” โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่มาฝึกซ้อมในวันเดียวกันนี้ บนรถครัวสนาม โดยนายกฯ ได้ทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” ก่อนชิมและยกนิ้วโป้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเยี่ยม

ภายหลังการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า วันนี้มาดูความพร้อมของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยตนเองก็จะพยายามไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะเราทำงานด้วยความเข้าใจ และให้การสนับสนุน ด้วยวัตถุประสงค์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ ส่วนยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่ามีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้ บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคงและอธิปไตย ซึ่งตนและผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับการตรวจการฝึกในวันนี้ ตนมองว่า ศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ได้วางรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง และกองทัพเรือยังได้ขยายพื้นที่ในการดูแลประชาชน ไม่ใช่รบทางน้ำอย่างเดียว แต่สามารถทำการยึดทางบกได้ด้วย ช่วยเหลือประชาชนได้ด้วย รวมถึงการบรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อมเข้มแข็ง มีสันติสุข

เมื่อถามว่า เรือของกองทัพเรือเก่าหมดแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะต้องค่อย ๆ ทดแทน และที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึงแสนยานุภาพ ซึ่งคำว่าแสนยานุภาพ คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง

เมื่อถามอีกว่านายกฯ ไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน แต่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจ นายกฯ กล่าวว่า ตนทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น ถ้าเขาทำตาม Joint Statement ด้วย มันก็จะได้นำไปสู่การหารือ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ก็ไม่รู้จะหารืออย่างไร

เมื่อถามด้วยว่า มีสิ่งใดจะต้องเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพเรืออย่างเร่งด่วน นายกฯ กล่าวว่า ให้สอบถามผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในรายละเอียด เพราะตนไม่รู้ว่า ตรงไหนจะสามารถพูดได้ เราต้องไม่บอกทุกอย่างว่า เรามีอะไร ให้มาถึงก็ “อุ๊ย มีอย่างนี้ด้วยหรือ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศร ในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะ และความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

อีกทั้งระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้ เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ในการฝึก ยังมีเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูง และหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น

ทั้งนี้การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด.