เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์เสถียรภาพรัฐบาลว่า แม้รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนภัยพิบัติและมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดน่าน จนเกิดคำถามทางการเมืองว่ารัฐบาลจะสามารถประคองตัวท่ามกลางวิกฤติเหล่านี้ไปได้อีกนานเพียงใด
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากการทำงานภายในรัฐบาล กลับพบว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนอย่างที่หลายฝ่ายคาด ตรงกันข้ามกลับเห็นภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่ช่วยกันทำงานและให้เกียรติซึ่งกันและกันมากขึ้น ยกตัวอย่างช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปราชการต่างประเทศ และมอบหมายให้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษาฯ ทำหน้าที่สั่งการและประสานงานช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดน่านที่ประสบอุทกภัยอย่างหนัก มาจากคนละพรรคกันแต่รับผิดชอบภารกิจหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ นายกฯ ก็กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยอย่างเปิดเผย สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจระหว่างผู้นำรัฐบาลกับพรรคร่วม
“ภาพเช่นนี้ถือเป็นการเสริมความเหนียวแน่นของความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะไม่มีลักษณะของการแย่งกันทำงานหรือแย่งกันเอาผลงาน แต่เป็นการมอบหมายภารกิจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากรักษารูปแบบเช่นนี้ไว้ได้ ก็สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันในระยะยาวอย่างมีไมตรีจิต” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวอีกว่า อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล คือประสิทธิภาพในการตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยขณะนี้ข้อมูลและประเด็นที่ถูกปล่อยออกมาจากฝ่ายค้านและเครือข่ายเพื่อโจมตีรัฐบาล ส่วนใหญ่ยังมีลักษณะเป็นการหยิบรายละเอียดปลีกย่อยขึ้นมาขยายผล มากกว่าจะเป็นหลักฐานหรือประเด็นขนาดใหญ่ที่สามารถกลายเป็นหมัดน็อกทางการเมือง
แม้ข้อมูลเหล่านี้อาจสร้างแรงกดดันหรือความรำคาญใจให้กับรัฐบาล และรัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงต่อสังคม แต่หากยังไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ที่มีน้ำหนักเพียงพอ หรือสามารถนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน ก็ยังยากที่จะสร้างแรงกระเพื่อมจนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลได้
ดังนั้น เมื่อประเมินจากทั้งความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาลและแรงกดดันจากฝ่ายค้านในขณะนี้ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า เสถียรภาพของรัฐบาลยังอยู่ในระดับแข็งแรง โดยเฉพาะเมื่อพรรคร่วมยังสามารถแบ่งงาน ช่วยกันรับมือวิกฤติ และให้เครดิตซึ่งกันและกัน ขณะที่ฝ่ายตรวจสอบยังไม่สามารถสร้างประเด็นที่มีน้ำหนักมากพอจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองได้.



