เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดงานเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport (ทีเอช-เอไอ พาสปอร์ต) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เป็นประธาน พร้อม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี และผู้บริหารกระทรวงดีอี และภาคเอกชนเข้าร่วมงาน 

นายไชยชนก กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิล่วงหน้าเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านคน ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ สะท้อนความตื่นตัวและความต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอ ของคนไทยอย่างชัดเจน ก่อนที่แพลตฟอร์ม เอไอ พาส (AiPASS) จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ส.ค. 69 ซึ่งยอดผู้ลงทะเบียนที่ทะลุหลักล้านภายในระยะเวลาอันสั้น ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงว่าคนไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคเอไอ โดยกลุ่มผู้ลงทะเบียนครอบคลุมทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปจากทุกภูมิภาคของประเทศ

“แม้ปัจจุบันตัวเลขจะเริ่มชะลอตัวลงบ้างหลังจากคึกคักในสองวันแรก แต่ตั้งเป้าหมายอยากเห็นตัวเลขสูงที่สุด ถึง 5 ล้านคน โดยจากการตรวจสอบโครงสร้างอายุผู้ลงทะเบียน พบว่า กลุ่มอายุ 30-45 ปี ลงทะเบียนมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 15-20 ปี ขณะที่กลุ่มที่มีลงทะเบียนน้อยที่สุด คือกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นในส่วน กทม. 2.5 แสนราย อุบลราชธานี 3 หมื่นราย และบุรีรัมย์ 1.6 หมื่นราย ซึ่งหากยอดลงทะเบียนยังไม่เพิ่มขึ้น กระทรวงดีอี เตรียมผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ ทั้งหน่วยงานปกครองท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนประสาน สส. ทุกพื้นที่ เพื่อช่วยกันรณรงค์กระจายข่าวสารให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเขตชายแดน”

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องความปลอดภัยของการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล จนส่งผลให้ยอดลงทะเบียนบางช่วงชะลอตัวนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าระบบมีการประมวลผลที่ปลอดภัยและคุ้มครองข้อมูลอย่างเข้มงวดแน่นอน ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมนำโครงการนี้ ไปอภิปรายในสภานั้น ตนยินดีเป็นอย่างยิ่งและอยากให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงและเชิญชวนให้ทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายค้าน มาช่วยกันพิสูจน์และรณรงค์ให้ประชาชน พ่อค้า แม่ค้า และนักศึกษา เข้ามาร่วมใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

ส่วนข้อสงสัยเรื่องงบประมาณโครงการที่มองว่าสูงถึง 1,600 ล้านบาทนั้น ไม่ได้เป็นการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว แต่เป็นการจ่ายตามจริงตามปริมาณการใช้งานจริงของประชาชน (Pay-per-use) เช่น หากตลอด 1 ปี มีผู้ใช้งานเพียง 1 คน ใช้ไป 1 เดือน รัฐก็จ่ายเพียงประมาณ 24-25 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านหลักสูตรเรียนรู้กว่า 96 หลักสูตรที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้ในการทำงานจริงอีกด้วย  

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รมว.ดีอี ได้ลงทะเบียนหรือยัง ทาง รมว.ดีอี ยืนยันว่าตนเองยังไม่ได้ทำการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ เนื่องจากต้องการเสียสละและเก็บสิทธิไว้ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงก่อนเป็นลำดับแรก เมื่อถามต่อว่า มีการยื่นตรวจสอบโครงการนี้กับทาง ป.ป.ช. แล้วนั้น รมว.ดีอี กล่าวติดตลกว่า เสียดายจัง ไม่ใช่คุณไอซ์ รักชนก พร้อมกล่าวต่อว่า ตนไม่ได้เตรียมการรับมือเป็นพิเศษเนื่องจากมีความมั่นใจเต็มร้อยในกระบวนการทำงานว่าถูกต้องตามกฎหมาย และทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้เข้าถึงและทดลองใช้โมเดลเอไอ ระดับโปรฟรี โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ส่วนประเด็นที่มีการตั้งคำถามเรื่องการดึงบิ๊กเทคเอกชนระดับโลก อาทิ Google, Microsoft, OpenAI และ NVIDIA เข้าร่วมโครงการว่าเป็นการฮั้วหรือไม่นั้น ยืนยันว่าในปัจจุบันไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาฮาร์ดแวร์และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของตัวเอง ซึ่งยังไม่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ดังนั้นหากต้องการให้ประชาชนได้ใช้ เอไอ ฟรีในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นที่ต้องดึงเอกชนผู้พัฒนาโมเดลระดับโลกเข้ามาเป็นพันธมิตร.