เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่ปรึกษา คณะดิจิทัล และอาจารย์หลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวกว่า เมื่อสแกมเมอร์ไม่ได้หลอกทุกคนเหมือนกัน แต่เรายังเตือนคนทั้งประเทศและจัดเนื้อหาอบรมคล้าย ๆ กัน สิ่งที่กำลังเกิดคือ คนไทยยังถูกสแกมเมอร์หลอกทั้งจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล

“คนไทยไม่ได้ถูกหลอกเพราะไม่ฉลาด แต่เพราะสแกมเมอร์ยุคใหม่กำลังเรียนรู้คนไทยว่า ‘คุณเป็นใคร’ ‘คุณกลัวอะไร’ ‘คุณเชื่อใคร’ ‘คุณต้องการอะไร’ และ ‘ควรเข้าหาคุณตอนไหน’ ก่อนลงมือหลอก” ผศ.ดร.นพดล กล่าวและว่า วันนี้มิจฉาชีพรู้ว่าจะใช้ ‘ความกลัว’ กับใคร จะใช้ ‘ความหวัง’ กับใคร จะใช้ ‘ความรัก’ กับใคร จะใช้ ‘ผลตอบแทน’ กับใคร และจะใช้ ‘อำนาจ’ และ ‘การข่มขู่’ กับใคร พวกมันไม่ได้หลอกคนโง่แต่พวกมันหาจังหวะที่คนพลาด สแกมเมอร์กำลังหลอกคนไทยด้วยวิธีการออกแบบเป็นรายบุคคล แต่เรายังป้องกันประชาชนแบบเหมารวม

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า วันนี้คนไทยส่วนใหญ่เคยได้ยินคำเตือนเรื่องมิจฉาชีพ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” หรือ “อย่ากดลิงก์” หรือ “มีสติก่อนโอน” “โปรดตรวจสอบข้อมูลผู้รับเงินให้แน่ใจทุกครั้งเพื่อป้องกันการถูกมิจฉาชีพหลอกให้ทำรายการ” เป็นต้น นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐ ตำรวจ ธนาคาร สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม สื่อมวลชน และภาคเอกชน ต่างช่วยกันรณรงค์อย่างต่อเนื่อง คำเตือนเหล่านี้ ถูกต้อง จำเป็น และต้องทำต่อ แต่ผมขอชวนคนไทยถามอีกคำถามหนึ่ง เตือนกันแทบทุกวัน เตือนกันแทบทุกคน แล้วทำไมคนไทยยังถูกหลอก? หรือปัญหาอาจไม่ใช่แค่ว่า “ประชาชนยังรู้ไม่พอ” แต่อาจเป็นเพราะ สแกมเมอร์กำลังเรียนรู้เราเป็นรายคน ขณะที่ฝ่ายป้องกันยังสื่อสารกับคนหลายสิบล้านคนแบบกว้าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน นี่ต่างหากที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์ใหม่ของประเทศไทย

เวลาเราพูดถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) หลายคนจะนึกถึงแฮกเกอร์ ไวรัส โปรแกรมประสงค์ร้าย หรือการเจาะระบบ แต่สแกมเมอร์จำนวนมากไม่จำเป็นต้องเจาะระบบธนาคารเลย สแกมเมอร์ทำให้เรา คนไทย กดเอง บอกเอง ติดตั้งเอง อนุญาตเอง และบางครั้งถึงขั้น โอนเงินเอง จุดอ่อนจึงไม่ได้อยู่แค่ในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือระบบธนาคาร แต่อยู่ที่ ปัจจัยมนุษย์ (Human Factors) และ ความเปราะบางของมนุษย์ (Human Vulnerability) ด้วย

จากพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์ของผมทั้งในและต่างประเทศด้านการบริหารวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ การบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ รวมถึงงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ และผมเคยเป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ผมจึงมองปัญหานี้ไม่ใช่แค่ “เรื่องไอที” แต่เป็นปัญหาที่ เทคโนโลยี + การสื่อสาร + จิตวิทยา + พฤติกรรมมนุษย์ + ข้อมูล + นโยบายสาธารณะ เชื่อมกันหมด เพราะถ้าเราวินิจฉัยว่า “คนโดนหลอกเพราะไม่รู้” คำตอบก็จะวนอยู่ที่ “ต้องประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น” แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่า สแกมเมอร์กำลังโจมตีกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์

วิธีป้องกันก็ต้องเปลี่ยนตาม อย่าถามแค่ว่า “ทำไมถึงเชื่อ?” ให้ถามว่า “เขาทำอะไรจนเราเชื่อ?” เวลาใครสักคนเสียเงินให้พวกมิจฉาชีพ สแกมเมอร์เหล่านี้ เรามักได้ยินคำพูดว่า “ทำไมถึงเชื่อ?” “เตือนแล้วทำไมยังโอน?” “ทำไมไม่เอะใจ?” แต่คำถามแบบนี้อาจทำให้เราเผลอโยนความผิดกลับไปที่ผู้เสียหายมากเกินไป

ผมอยากเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น “มิจฉาชีพทำอะไรกับการสนทนากับเหยื่อและภายใต้สถานการณ์ใด จนคนคนหนึ่งไม่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ตัวเองมีได้เต็มที่ในวินาทีที่ต้องตัดสินใจ?” นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญ จากเดิมถามว่า “เหยื่อพลาดตรงไหน?” เปลี่ยนเป็น “การออกแบบหลอกของสแกมเมอร์ถูกออกแบบอย่างไร?” พวกสแกมเมอร์ไม่ได้ขาย “เรื่องโกหก” แต่ขาย “ความรู้สึกว่ามันน่าจะจริง”

ลองดูวิธีที่สแกมเมอร์ทำงานกันครับ พวกมันอาจเริ่มด้วย อำนาจ (Authority) คือ “ผมโทรจากตำรวจครับ” หรือ “ดิฉันโทรจากธนาคารค่ะ” จากนั้นสร้าง ความกลัว (Fear) ความตกใจ “บัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน” “นี่ครับหมายเรียกคุณ และเลขคดีที่ต้องจำ” “บัญชีนี้ของคุณถูกอายัดแล้ว” “คุณต้องใช้บัญชีอื่นแทน” ต่อด้วย ความเร่งด่วน (Urgency) “ต้องทำภายใน 10 นาที” แล้วเริ่ม แยกเราออกจากคนอื่น (Isolation) “เรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามบอกใคร” สุดท้ายจึงพาไปสู่ การทำตาม (Compliance) คือ “เปิดแอปครับ” “กดตรงนี้ครับ” “ยืนยันข้อมูลครับ” “โอนเพื่อตรวจสอบครับ”

เมื่อทุกท่านอ่านถึงตรงนี้ สังเกตไหมครับว่า พวกมิจฉาชีพ หรือ สแกมเมอร์ไม่โทรมาในตอนแรก ๆ แล้วพูดทันทีว่า “โอนเงินให้ผมหนึ่งล้านบาทครับ” เพราะไม่มีสแกมเมอร์คนไหนเริ่มคุยแบบนั้น แต่พวกมันจะพาเราเดินทีละก้าว
สนใจ → เชื่อ → ไว้ใจ → กลัว → รีบ → หยุดตรวจสอบ → ทำตาม → เสียหาย → ทำเพิ่ม → เสียหายเพิ่ม

นี่คือการออกแบบการสื่อสาร (Communication Engineering) เพื่อพาเราไปสู่การตัดสินใจที่สแกมเมอร์ต้องการ ก่อนขโมยเงิน เขาต้อง “ขโมยเวลาคิด” ของเราก่อน คำที่มิจฉาชีพ กลุ่มสแกมเมอร์ชอบใช้มากคือ “เดี๋ยวนี้” “ทันที” “เหลือเวลาไม่กี่นาที” “ถ้าไม่ทำ บัญชีจะถูกระงับ”

ทำไม? เพราะ ยิ่งเรามีเวลาน้อย เรายิ่งตรวจสอบได้น้อย เพราะถ้าเราวางสายได้ โทรหาลูกได้ โทรหาธนาคารเองได้ โทรหาตำรวจได้ ค้นชื่อหน่วยงานเองได้ เพราะถ้ามีเวลาตรวจสอบจากแหล่งอื่นด้วยตนเองได้ เรื่องโกหกของพวกสแกมเมอร์จำนวนมากจะพังตรงนั้น ดังนั้น ก่อนมิจฉาชีพจะขโมยเงิน พวกมันพยายาม “ขโมยเวลาคิดของเรา” ก่อน และถ้าคุณรู้ว่าเป็นมิจฯ แล้ว อย่าแข่งฉลาดกับเขา ตรงนี้อยากฝากไว้เป็นพิเศษครับ

เมื่อเริ่มสงสัยว่าคนที่ติดต่อมาเป็นมิจฉาชีพ เป็นสแกมเมอร์ อย่าอวดเก่งกับพวกเขา อย่าท้าทาย และอย่าเสียเวลาเถียง !!! อย่าคิดว่า “เดี๋ยวจะลองคุยเล่นกับมันดู” “จะหลอกถามมันกลับ” “เดี๋ยวจะทำให้มันรู้ว่าเราเหนือกว่า” เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่ “ชนะการสนทนา” แต่คือ “ออกจากสถานการณ์เสี่ยงให้เร็วที่สุด” เพราะ ยิ่งคุยนาน พวกมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ยิ่งมีโอกาสฟังเรา เรียนรู้เรา และทดลองว่าเราแพ้อะไร เรากลัวอะไร เราโกรธเรื่องอะไร เราเชื่อใคร เราเผลอเปิดเผยข้อมูลอะไร แล้วเขาอาจปรับวิธีคุยให้เข้ากับเรามากขึ้น ดังนั้น อย่าชนะมิจฉาชีพด้วยการเถียง จงชนะด้วยการตัดวงจรการสื่อสาร คือ วางสาย ออกจากแชต อย่ากดลิงก์ที่เขาส่งมา แล้วไปติดต่อหน่วยงานจริงจากช่องทางที่ เราค้นหาเองไม่ใช่เบอร์ ไม่ใช่ลิงก์ และไม่ใช่ช่องทางที่มิจฉาชีพส่งมาให้
อีกความเข้าใจผิดหนึ่งที่ต้องเลิกคือ “คนฉลาดไม่น่าจะถูกหลอก” ไม่จริงครับ เพราะคนมีการศึกษาสูงก็พลาดได้ คนเก่งเทคโนโลยีก็พลาดได้ คนทำงานเก่งก็พลาดได้ แม้แต่คนที่เคยเตือนคนอื่นเรื่องมิจฉาชีพ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันพลาด เพราะมนุษย์ไม่ได้คิดด้วยเหตุผลเต็มร้อยตลอดเวลา

แนวคิดกระบวนการคิดสองระบบ (Dual-Process Theory) อธิบายง่าย ๆ ว่า บางครั้งเราคิดเร็ว ใช้ความรู้สึก ประสบการณ์ และทางลัดในการตัดสินใจ ขณะที่บางครั้งเราคิดช้า ตรวจสอบ วิเคราะห์ และใช้เหตุผลมากขึ้น สแกมเมอร์ต้องการทำให้เรา “ตัดสินใจก่อนที่เราจะวิเคราะห์และตรวจสอบได้รอบคอบ” พวกมันจึงยัดทั้งความกลัว ความหวัง ความรัก ความโลภ ความตื่นเต้น ความอับอาย และความเร่งด่วนเข้ามาพร้อม ๆ กัน พวกมัน บางครั้งให้คุยโทรศัพท์ เปิดแอป อ่านแชต จำเลขคดี เปิดโมบายแบงก์กิ้ง และทำตามคำสั่งไปพร้อมกัน จนสมองแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้ถามคำถามง่าย ๆ ว่า “เดี๋ยวนะ…เรื่องนี้จริงเหรอ?”

ประชาชนคนไทยแต่ละคนมี “ประตู” ที่มิจฉาชีพ สแกมเมอร์จะเปิดเข้ามาได้ไม่เหมือนกัน บางคนไม่สนใจเรื่องลงทุน แต่กลัวตำรวจ บางคนไม่กลัวตำรวจ แต่แพ้คำว่า “กำไร” บางคนไม่สนใจเงินก้อนโต แต่แพ้คำว่า “ลดราคา” บางคนไม่เชื่อข้อความจากเบอร์แปลก แต่เชื่อข้อความที่ส่งมาจากบัญชีไลน์ของเพื่อน บางคนระวังเรื่องเงินมาก แต่กำลังเหงา กำลังต้องการความสัมพันธ์ บางคนไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษเลย แต่บังเอิญกำลังรอพัสดุพอดี นี่คือเหตุผลที่คนเรามี “จุดเปราะบาง” และเปิดประตูให้สแกมเมอร์ ไม่เหมือนกัน คนฉลาดไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อมิจฉาชีพทุกชนิด เขาอาจเพียงยังไม่เจอวิธีหลอกที่ตรงกับจุดเปราะบางของตัวเอง และตัวเราเอง…ก็ไม่ได้เปราะบางเท่ากันทุกวัน ตลอดเวลา ลองนึกภาพ ตอน 10 โมงเช้า เรานั่งทำงานสบาย ๆ มีข้อความแปลกเข้ามา เห็นแวบเดียวก็รู้ “มิจฯ แน่ ๆ” แต่ 4 โมงเย็นวันเดียวกัน งานกำลังพัง เจ้านายตาม ลูกโทรมา กำลังรอพัสดุ กำลังมีปัญหาเรื่องเงิน แล้วมีสายโทรเข้ามาบอกว่า “บัญชีของคุณมีปัญหา ต้องแก้ภายใน 10 นาที” เราเป็นคนเดิม ความรู้เท่าเดิม การศึกษาเท่าเดิม แต่ สภาพจิตใจและสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม

ดังนั้น ความเปราะบางไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ว่า “เราเป็นใคร” แต่ขึ้นอยู่ด้วยว่า “เราอยู่ในสภาพไหน ตอนที่มิจฉาชีพเข้าถึงตัวเรา” เมื่อทุกท่านอ่านถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า เกมเปลี่ยนแล้ว: มิจฉาชีพปรับตามคน แต่เรายังเตือนแบบเดิม ผมคิดว่านี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ฝ่ายมิจฉาชีพ สแกมเมอร์กำลังใช้ การโจมตีแบบปรับตัว (Adaptive Attack) เขาปรับวิธีหลอกตามจุดเปราะบางของแต่ละคน ตามสถานการณ์ในขณะนั้น และตามปฏิกิริยาที่เหยื่อตอบกลับ ยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนา การสร้างข้อความ เสียง ภาพ วิดีโอ และบทสนทนาที่ตรงกับเป้าหมายก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น แต่ฝั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภาคเอกชน ที่ช่วยออกแนวทางป้องกันจำนวนมากยังเป็น การป้องกันแบบตายตัว (Static Defense) “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” “อย่ากดลิงก์” “อย่าให้รหัสยืนยัน” “มีสติก่อนโอน” “โปรดตรวจสอบบัญชีผู้รับ” ทั้งหมดนี้ยังถูกต้อง แต่ต้องไปไกลกว่า “แค่เตือน”

พูดง่ายที่สุดว่า “เตือนทุกคน แต่ป้องกันแต่ละคนให้ตรงจุด” จากคำเตือน สู่ “ตัวช่วยตัดสินใจก่อนเงินหาย” ลองคิดว่าก่อนโอนเงิน ระบบธนาคารตรวจพบสัญญาณบางอย่างว่า ธุรกรรมนี้คล้ายการแอบอ้างตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่จะขึ้นว่า “โปรดระวังมิจฉาชีพ” อย่างเดียว

ระบบธนาคารอาจช่วยแจ้งเตือนลูกค้าว่า “ขณะนี้มีใครอ้างเป็นตำรวจ ศาล ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้คุณโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือไม่? หากใช่ กรุณาหยุดรายการ และติดต่อหน่วยงานนั้นใหม่จากช่องทางทางการที่คุณตรวจสอบเอง” ถ้าเป็นหลอกลงทุน ตำเตือนควรเปลี่ยน ถ้าเป็นหลอกสมัครงาน ต้องเปลี่ยนอีก ถ้าเป็นหลอกความรัก ก็ต้องใช้วิธีอีกแบบ เพราะ มิจฉาชีพต่างประเภท จุดเปราะบางต่างกัน คำเตือนก็ควรต่างกัน

นี่คือการเปลี่ยนจาก การสื่อสารเพื่อให้ตระหนักรู้ (Communication for Awareness) ไปเป็น การสื่อสารเพื่อช่วยตัดสินใจ (Communication for Decision Support) อย่างปลอดภัย แต่ห้ามใช้คำว่า “เฉพาะบุคคล” เป็นข้ออ้างในการสอดส่องประชาชน ตรงนี้ต้องชัดมาก

การป้องกันที่ฉลาดขึ้น ไม่ได้แปลว่ารัฐหรือธนาคารต้องรู้ทุกเรื่องของเราคนไทย เพราะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ควรมีแฟ้มว่า ใครขี้กลัว ใครเหงา ใครเชื่อคนง่าย ใครมีปัญหาเงิน ระบบแบบนั้นอาจสร้างปัญหาเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเสียเอง จึงใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น เท่าที่กฎหมายอนุญาต

หลักคิดที่ผมขอเสนอคือ “ไม่ต้องรู้จักประชาชนให้มากที่สุด แต่ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็นเพื่อช่วยประชาชนในยามฉุกเฉินที่สุด” แทนที่จะถามว่า “คนนี้เสี่ยงไหม?” ให้ระบบถามว่า “สถานการณ์นี้เสี่ยงไหม?” เช่น การโอนไปบัญชีใหม่จำนวนสูงผิดปกติ การเปลี่ยนอุปกรณ์ การทำธุรกรรมที่ไม่ปกติ หรือปลายทางมีสัญญาณความเสี่ยง แล้วระบบธนาคารค่อยสร้าง จังหวะหยุดเพื่อความปลอดภัย

นี่ไม่ใช่สอดส่องชีวิตส่วนบุคคลของประชาชน แต่ประเทศไทยอาจต้องสร้าง ‘จังหวะหยุดแห่งสติ’ ก่อนธุรกรรมที่มีความเสี่ยง โดยระยะเวลาที่เหมาะสมควรผ่านการทดลองและประเมินผล ผมขอเรียกแนวคิดนี้เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า ‘30 วินาทีแห่งสติ
ระบบธนาคารอาจเพิ่มคำถาม เพิ่มขั้นตอนยืนยัน เพิ่มช่องทางโทรกลับ หรือชะลอธุรกรรมบางประเภทตามระดับความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ประชาชนมีเวลาหยุดคิดและตรวจสอบก่อนตัดสินใจ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวต้องออกแบบอย่างได้สัดส่วน สอดคล้องกับกฎหมาย และไม่ลดทอนความรับผิดชอบของผู้ให้บริการในการป้องกันความเสียหายตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยต้องเลิกโยนภาระทั้งหมดให้ประชาชนผู้เสียหาย ผู้เสี่ยงภัยสแกมเมอร์ว่า “คุณต้องมีสติเองนะ” ประชาชนต้องระวังจริงครับ แต่ระบบก็ต้องช่วย ตำรวจต้องช่วย ธนาคารต้องช่วย โทรคมนาคมต้องช่วย แพลตฟอร์มต้องช่วย หน่วยงานไซเบอร์ต้องช่วย นักวิจัย นักจิตวิทยา และนักสื่อสาร สื่อมวลชนก็ต้องช่วย สิ่งที่ควรเดินหน้าพร้อมกันมีแกนสำคัญเดียวคือ สร้างฐานความรู้เรื่องปัจจัยมนุษย์ของมิจฉาชีพไทย ศึกษาบทพูดและกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพใช้ ทดลองคำเตือนหลายรูปแบบ พัฒนาคำเตือน ณ จุดตัดสินใจ กำหนดหลักคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจน และเปลี่ยนตัวชี้วัดจาก “เตือนไปกี่ครั้ง” เป็น “หยุดความเสียหายได้กี่ครั้งและลดเงินที่สูญเสียได้เท่าไร”

เป้าหมายไม่ใช่ ให้คนไทยเห็นคำเตือนมากที่สุด แต่คือ ให้คนไทยเสียหายน้อยที่สุด ก่อนจบบทความนี้ ผมขอฝาก 4 คำไว้กับคนไทย คือ หยุด — ออก — เช็ก — ค่อยทำ

หยุด คือ ทันทีที่ถูกเร่ง ถูกขู่ หรือถูกกดดันให้ตัดสินใจ

ออก คือ วางสาย ออกจากแชต ออกจากลิงก์ อย่าเถียง อย่าท้าทาย อย่าเล่นตามเกม

เช็ก คือ ติดต่อธนาคาร ตำรวจ บริษัท หรือหน่วยงานนั้นใหม่จากช่องทางที่เราค้นหาเอง

ค่อยทำ คือ เมื่อมั่นใจแล้วว่าเรื่องนั้นเป็นของจริง

และจำประโยคนี้ไว้ครับ “เจอมิจฯ ไม่ต้องอวดเก่งกว่าเขา แค่หยุดเกมของเขาให้เร็วกว่าเดิม”

สงครามกับมิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันว่าใครพูดเก่งกว่า แต่แข่งกันว่า ใครหยุดวงจรการหลอกได้ก่อน ประเทศไทยจึงต้องเปลี่ยนจาก “เตือนให้รู้” ไปสู่ “ช่วยให้หยุด”

อย่าปล่อยให้สแกมเมอร์รู้จักจุดเปราะบางของคนไทยได้เร็วกว่าระบบที่มีหน้าที่ปกป้องเรา ถึงเวลาที่รัฐ ธนาคาร โทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล ตำรวจ และประชาชนต้องเปลี่ยนจาก ‘ต่างคนต่างระวัง’ เป็น ‘ทั้งระบบช่วยกันหยุด’ เพราะชัยชนะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่จับสแกมเมอร์ได้ แต่เกิดขึ้นทุกครั้งที่คนไทย หยุดทัน เอ๊ะทัน และเช็กทัน โอกาสที่มิจฉาชีพจะเอาเงินคนไทยไปได้ก็ลดลงทันที