ที่ราบสูงทางตอนกลางของเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกาแฟราวหนึ่งในหกของโลก กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเกษตรกรจำนวนมากเริ่มลดพื้นที่ปลูกกาแฟแบบดั้งเดิม แล้วหันไปปลูกทุเรียนเพื่อคว้าโอกาสจากความต้องการผลไม้ชนิดนี้ในจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นายฝ่าม ซวน ลาน เกษตรกรวัย 56 ปี จากจังหวัดดั๊กลัก ที่อยู่ทางตอนกลางของเวียดนาม กล่าวว่า “ปลูกกาแฟก็พออยู่ได้ แต่ทุเรียนต่างหากที่ทำให้ร่ำรวย”
ด้วยภูมิอากาศเขตร้อนและดินบะซอลต์ที่อุดมสมบูรณ์ ที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตาปริมาณมหาศาล โดยเวียดนามเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล อย่างไรก็ตาม พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั่วประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แตะระดับราว 200,000 เฮกตาร์ ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรเวียดนาม
เวียดนามเพิ่งได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้ส่งออกทุเรียนเข้าสู่จีนหลังทั้งสองประเทศลงนามพิธีสารการค้า เมื่อปี 2565 แต่ภายในปี 2568 เวียดนามก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ที่สุดไปยังจีนในแง่ปริมาณ แซงหน้าไทยที่ครองตลาดมาเกือบสองทศวรรษ
ลานเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เริ่มปรับตัวก่อนคนอื่น เขาเริ่มปลูกทุเรียนควบคู่กับกาแฟเมื่อราว 20 ปีก่อน ปัจจุบันมีต้นทุเรียน 400 ต้นในตำบลเอียคนือก จังหวัดดั๊กลัก สวนของเขาให้ผลผลิตราว 60 ตันต่อปี ก่อนถูกขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์แช่แข็งเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตรไปยังจีน
เขาคาดว่าจะมีรายได้ราว 76,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.51 ล้านบาท) ในปี 2569 เทียบกับประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 331,395 บาท) หากยังปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว รายได้จากทุเรียนทำให้เขาสามารถซื้อรถยนต์ สร้างบ้านให้ลูก ๆ และสร้างบ้านหลังใหญ่สำหรับครอบครัวได้

เกษตรกรในพื้นที่จำนวนมากเดินตามแนวทางเดียวกัน โดยมุ่งปลูกทุเรียนพันธุ์พรีเมียม เช่น อาร์ไอ6 (Ri6) มูซังคิง (Musang King) และโดนา (Dona) ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวระหว่างเดือน ส.ค.-ต.ค. ถนนทุกสายในจังหวัดดั๊กลักเต็มไปด้วยรถบรรทุกที่ขนผลทุเรียนหนามแหลม ขณะที่งานเทศกาลทุเรียนเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา มีรถขนทุเรียน 525 คันเข้าร่วมขบวน จนได้รับการรับรองว่าเป็นขบวนรถขนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แรงผลักดันหลักของกระแสทุเรียนเวียดนามมาจากจีน ซึ่งความนิยมในผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” เพิ่มขึ้นทั้งจากปริมาณสินค้าที่เข้าถึงง่ายขึ้น และกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คลิปวิดีโอการแกะทุเรียนด้วยมือเปล่าบนโต่วอิน หรือติ๊กต็อกเวอร์ชันจีน มียอดรับชมรวมกันหลายพันล้านครั้ง
การแข่งขันระหว่างผู้ส่งออกจากไทยและเวียดนาม รวมถึงระบบขนส่งที่พัฒนาขึ้น ยังช่วยให้ราคาทุเรียนลดลงจากเดิมที่เคยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย จนผู้บริโภคชาวจีนเข้าถึงได้มากขึ้น จีนมีมูลค่านำเข้าทุเรียนสดเกือบ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 248,546.25 ล้านบาท) เมื่อปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบ 12 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2558
อย่างไรก็ดี การขยายตัวอย่างรวดเร็วยังมาพร้อมความเสี่ยง รัฐบาลเวียดนามเตือนเมื่อต้นเดือนสิงหาคมถึงความเสี่ยงจากอุปทานล้นตลาด และปัญหาการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เวียดนามยังพึ่งพาตลาดจีนอย่างมาก โดยคาดว่าการส่งออกทุเรียนในปี 2569 จะมีมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเพียง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,965.11 ล้านบาท) ในปี 2564 และราว 90% ส่งออกไปยังจีน
เกษตรกรยังจับตาราคาทุเรียนในมาเลเซียที่เพิ่งร่วงลงจากผลผลิตจำนวนมากเกินคาด ทุเรียนจึงไม่ใช่พืชที่สร้างกำไรได้อย่างแน่นอน เพราะต้องอาศัยการดูแลอย่างละเอียด ทั้งความชื้น น้ำ และปุ๋ยในสัดส่วนเหมาะสม
ลานยังคงปลูกกาแฟต่อไป เนื่องจากที่ดินของเขาเช่ามาจากบริษัทกาแฟ ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม บางรายเริ่มพบว่าความฝันจากทุเรียนไม่ได้เป็นจริงเสมอไป อาทิ ฮุง เกษตรกรวัย 42 ปี เคยเลิกปลูกกาแฟเพื่อหันมาปลูกทุเรียนทั้งหมดเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ต้องกลับไปปลูกกาแฟอีกครั้ง เพราะไม่สามารถผลิตผลที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดได้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



