Cloudburst หรือ ฝนเทกระจาด คือการที่เมฆฝนสะสมน้ำจำนวนมหึมา แล้วรอเวลาเทน้ำฝนทั้งหมดลงมาในพื้นที่แคบ ๆ อย่างกะทันหัน และต่อเนื่องจนพื้นที่ไม่สามารถรองรับได้ ส่วน Rain Bomb หรือ ระเบิดฝน คือการที่มวลอากาศเย็นทิ้งตัวกระแทกพื้น พุ่งลงมาทั้งพายุและสายฝน มีลมกระโชกแรงมาก่อน แล้วกระแทกลงมาด้วยห่าฝนเหมือนลูกระเบิด

แล้วชาวบ้านอย่างเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเจออะไรอยู่ ไม่ว่านักวิชาการจะเรียกว่าอะไร ความจริงที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ภัยพิบัติยุคโลกเดือด ที่กำลังเข้าทำลายล้างชีวิต และทรัพย์สินของเรา อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน คาดเดาไม่ได้

ภัยจากดิน ดินบนภูเขา ดินริมตลิ่ง ไม่ได้แข็งแรงแบบเดิม ไม่มีรากไม้ใหญ่ยึดไว้เหมือนเดิม มีรอยร้าวใต้ดินที่เรามองไม่เห็น ถ้ามีฝนหนักเป็นตัวเร่ง พร้อมที่จะเกิดดินถล่ม ดินโคลนสีแดงพร้อมรากไม้มากับน้ำ บ้านเรือนตามทางต้องระวังให้ดี

ภัยจากน้ำ น้ำที่มีมากกว่าเดิมจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ฝนโลกร้อนไม่ตก กระจาย แต่ตก กระจุก คาดเดาตำแหน่งไม่ได้ ตกชั่วโมงเดียวมีปริมาณน้ำมากกว่าฝนทั้งเดือน พลังน้ำทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า พัดพาบ้าน รถ และผู้คนจมหายไปได้ฉับพลัน ถ้ามากลางคืนยิ่งอันตราย ไม่เพียงดูฝนที่ตกรอบบ้านเรา แต่ต้องฟังข่าวฝนที่ต้นน้ำก่อนถึงบ้านเราด้วย

ภัยจากลม เมื่ออากาศสะสมพลังงานโลกเดือด เราจะเจอลมพายุที่แรงกว่าที่เคยเจอ เป็นกระแสลมกดต่ำกระโชกแรง ต้องรีบดูโครงสร้างหลังคาบ้านให้แข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้ให้สั้นโปร่งลมผ่านได้ ระวังต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาโค่นลงมา

ภัยจากไฟ เมื่อลมและน้ำแรงจัดพัดสายไฟฟ้าแรงสูงขาด เสาไฟโค่น เกิดไฟช็อตและไฟดับเป็นวงกว้าง ไฟฟ้าลัดวงจรอาจเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ ต้องเตรียมไฟฉาย ไฟสำรอง และอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ อีกไม่นานหลังฤดูฝน ป่าจะแล้งจัด ใบไม้ร่วงแห้งทับกันเป็นเชื้อเพลิงต้นเหตุไฟป่า ภัยจากไฟป่าปีนี้จะอันตรายกว่าทุกปีที่ผ่านมา เตรียมรับมือให้ดี

ไม่ได้ทำนายจากดวงดาวตามโหราศาสตร์ แต่วิเคราะห์จากข้อมูลโลกเดือด ที่ฟ้าส่ง Cloudburst หรือ Rain Bomb มาเตือนแล้ว การเตรียมตัวรับมือภัยจากดิน น้ำ ลม ไฟ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นภัยพิบัติยุคโลกเดือดนี้ไปได้.