ถือว่า “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังได้ลุ้นอีกเฮือก หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้ศาลฯ มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 69 ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม และ ขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น โดยศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเนื่องจากกฎหมายให้อำนาจในการออกคำสั่ง หรือมีมติที่มีผลกระทบต่อบุคคล
รวมทั้ง “นพ.สรณ” ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 และ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2569 จึงอยู่ภายในระยะเวลาการฟ้องคดี 90 วันตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ 2542 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองกลาง ที่ไม่รับคำฟ้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ เป็นให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา พร้อมให้ดำเนินการพิจารณาคำขอ เกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาคดีต่อไป
ต่อมา “นพ.สรณ” ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า เห็นว่า ทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และให้ข้อยุติทางกฎหมายเป็นหลักในการเดินหน้าต่อไป สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช. สามารถ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และเดินหน้าพิจารณาภารกิจสำคัญ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ประเทศชาติ และประโยชน์สาธารณะ ขอความร่วมมือจาก กสทช. ทุกท่าน ให้กลับมาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ และเข้าร่วมการประชุม กสทช. โดยพร้อมเพรียงกัน โดย ขอให้วางข้อขัดแย้ง และความคิดเห็นที่แตกต่างไว้เบื้องหลัง กลับมาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายมอบหมาย พร้อมจะทำงานร่วมกับ กสทช. ทุกท่าน โดยยึดประโยชน์ของประชาชน และ ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง วันนี้ไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือกันทำงาน อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ด้าน “พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ” กรรมการ กสทช. กล่าวว่า ได้ทำหนังสือถึง เลขาธิการ กสทช. และ กรรมการ กสทช. โดยได้พิจารณาแล้ว ยืนยันความเห็นในการเข้าร่วมประชุม กสทช. เช่นเดิมว่า มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ และเข้าร่วมประชุมฯ กับกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 ท่าน ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมฯ กับ นพ.สรณ ซึ่งกฎหมายถือว่าสละสิทธิ ไม่มีสถานะทำหน้าที่ได้แล้ว โดยขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการให้ถูกต้อง และชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องตามผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครองอันเป็นที่สุดแล้ว ตามบันทึกข้อความที่ได้แจ้งไปแล้ว
“ตราบใดที่ศาลปกครอง ยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ประธาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ผมก็จะขอสงวนสิทธิในการไม่เข้าร่วมประชุมฯ และยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุม กสทช. กับกรรมการที่เหลืออยู่ 6 ท่าน ตามที่กฎหมายกำหนด เช่นเดิม เพื่อให้งานของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อไปได้” หนึ่งใน กสทช. กล่าว
ขณะที่เมื่อวันที่ 2 ก.ย. สำนักงาน กสทช. มีการจัด ประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 25/2569 โดยมี 3 กสทช. เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เข้าร่วม ขณะที่ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร นายต่อพงศ์ เสลานนท์ เข้าประชุมแบบออนไลน์ ส่วนนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ลากิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่อีก 3 กสทช. พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, น.ส.พิรงรอง รามสูต และ นายศุภัช ศุภชลาศัย ไม่ร่วมประชุม หลังรอบอร์ด กสทช. ครบ 30 นาที ปรากฏว่า บอร์ดยังไม่ครบองค์ประชุม ทาง ประธาน กสทช. จึงสั่งเลื่อนประชุม สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช. ในครั้งต่อไป กำหนดในวันที่ 3 ก.ย. เวลา 13.30 น.

จากนี้ต้องรอดูการประชุมบอร์ด กสทช. วันที่ 3 ก.ย. จะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมหรือไม่ การทำงานขององค์กรสำคัญ ที่ทำหน้าที่กิจการโทรคมนาคม และวิทยุโทรทัศน์ จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลังที่ผ่านมามีแต่ภาพความขัดแย้ง
ในเมื่อทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ทำงานของฝ่ายบริหาร สภาผู้แทนราษฎรเป็นเครื่องมือของพรรคฝ่ายค้าน ยิ่งฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยการประชุม ดังนั้นทุกเวทีที่มีการประชุมจึงมีความหมายเพราะจะสามารถนำเสนอประเด็นต่าง ๆ เพื่อทำลายความชอบธรรมของฝ่ายบริหาร แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ยังทำงานได้ไม่ครบ 1 ปี แต่ในเมื่อมีประเด็นร้อน และ สังคมตั้งข้อสงสัย จึงกลายเป็นเงื่อนไข และทำให้พรรคฝ่ายค้านนำไปต่อยอด เพื่อใช้ในการดิสเครดิตฝ่ายบริหาร
“นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกันของ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จะเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเป็นการยื่นญัตติตามมาตรา 151 ของ รธน. คือการอภิปรายทั่วไป ที่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงาน หัวเรือหลักคือนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค ปชน. ที่จะทำงานร่วมกับตัวแทน พรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค เพื่อจัดทำญัตติให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย เตรียมยื่นโดยเร็ว คงใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้ มี 2 รายชื่อที่จะถูกอภิปรายแน่นอนคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สิ่งที่อยากฝากคือ นายกฯ หรือพรรค ภท. จะไม่มีความพยายามหาช่องทางให้ประธานสภา ไปวินิจฉัย ไม่ให้สามารถพูดถึงเรื่องการโกง สว. หรือ การโกงสอบท้องถิ่น ได้ ในการพยายามปิดกั้นการตรวจสอบ

เมื่อถามต่อว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา มีคนบอกว่า พรรค ปชน. เป็นคนโหวตให้นายกฯ เป็นนายกฯ ได้ ก็สามารถล้มได้เหมือนกัน แล้วเมื่อไหร่ที่จะล้มได้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่อยู่แล้ว หวังว่าเมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป การมีพรรคอื่นที่มาเป็นแกนนำรัฐบาล น่าจะทำให้ประเทศมีอนาคตที่ดีขึ้นได้ แต่ต้องบอกว่าปลายทาง การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องวัดกันที่คะแนนลงมติ แต่คงไปคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ว่า จะมี สส. รัฐบาลกี่คน ที่จะมาลงมติไม่ไว้วางใจ หากเราชนะมติได้ ก็จะทำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งเร็วขึ้น แต่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่นำไปสู่การ ลงมติที่เสียงข้างมาก ลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลมีมากขึ้นด้วย
ส่วน “นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ฝ่ายรัฐบาลยินดี เพราะเป็นสิทธิ และอำนาจโดยชอบของฝ่ายค้าน เมื่อถามว่า ได้เก็งข้อสอบไว้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้เก็งข้อสอบ สิ่งที่มั่นใจอย่างหนึ่งคือ รัฐบาลสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น ที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการอะไรที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ ส่วน ฝ่ายค้านตั้งธงว่าจะล้มรัฐบาลให้ได้นั้น อยู่ที่ข้อมูล หลักฐาน และการตอบข้อซักถามของรัฐมนตรี ที่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากหลักฐานชัดมัดตัวและ รัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ คิดว่าคนที่เป็นสมาชิก ก็คงจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อถามว่าเรื่องคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านตั้งใจจะนำมาเป็นธงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า คงพุ่งเป้ามาที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นหลัก คงจะบอกเหมือนทุกครั้ง พรรค ภท. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และได้ทำหนังสือจากหัวหน้าพรรค แจ้งไปยังสมาชิก ขอไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งวุฒิสภา เพราะ ขัดต่อกฎหมาย ยืนยันด้วยหนังสือตั้งแต่มีการรณรงค์เลือก สว. แล้ว
เมื่อถามว่า หากยื่นญัตติที่มีฮั้ว สว. มา จะเป็นญัตติโดยไม่ชอบหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติแบบไหนอย่างไร โดยหลักการ เราพร้อมตอบทุกข้อกล่าวหา อยู่แล้ว ส่วนวันที่ 14 ก.ย. กกต. จะลงมติคดีฮั้ว สว. จะส่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา เราไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม กกต. วินิจฉัย หรือมีแนวทางแบบไหน เราพร้อมปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม จะต้องไปต่อสู้กันที่ศาล ตนเองก็พร้อม พวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีส่วนใดๆ ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. หรือกระทำผิดต่อ รธน. เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. บอกว่า เป็นคนเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้ ก็เอาลงได้เหมือนกัน อยากจะฝากอะไรหรือไม่ นายภราดร โค้งคำนับ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ”
ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย สำหรับบุคคลที่ตกเป็นเป้า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะนายอนุทิน ในฐานะนายกฯ หนีไม่พ้นอยู่แล้ว ส่วน “นายไชยชนก” คงหนีไม่พ้นโครงการ TH-AI Passport หลังฝ่ายค้านนำเรื่องไปยื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ
ทีมข่าวการเมือง



