สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เปิดฉาก GCNT EXPO 2026 เครือข่ายความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park – West กรุงเทพฯ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สหประชาชาติ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ร่วมหาคำตอบโจทย์ใหญ่ เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไร?

“ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (จีซีเอ็นที) ระบุว่า “ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจไม่สามารถมองความยั่งยืนเป็นเพียงการทำโครงการหรือการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอก แต่ต้องนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโต เพราะทุกการลงทุน การจัดซื้อ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรม ล้วนส่งผลต่อผู้คน คู่ค้า ชุมชน และระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง”

ประเด็นนี้เป็นแนวคิดที่ “ศุภชัย” ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การร่วมริเริ่มก่อตั้ง GCNT เพื่อสร้างพื้นที่กลางสำหรับรวมพลังองค์กรธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนความยั่งยืน จนถึงการนำเครือข่ายขยายความร่วมมือและยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ยั่งยืนโอกาสการแข่งขัน

ในมุมมองของผู้นำเครือซีพี การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของภาคธุรกิจ จากการมองความยั่งยืนเป็น “ต้นทุน” ไปสู่การมองเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอากาศ และเทคโนโลยี ธุรกิจที่ปรับตัวและสร้างนวัตกรรมได้เร็วจะมีศักยภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ได้มากกว่าเดิม

“ศุภชัย” ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือและยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งระบบ เพราะบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถเดินหน้าเพียงลำพัง การเปลี่ยนผ่านต้องส่งต่อไปถึงคู่ค้า SMEs แรงงาน และชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ความรู้ เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้การเติบโตสร้างผลลัพธ์ในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

ผู้นำ-ทุน-ร่วมมือต้องทางเดียวกัน

“มิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี” ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แรงกระแทกจากโลกไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “Shift” จะเกิดขึ้นเมื่อภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนและการตัดสินใจของภาคเอกชนสามารถกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาประเทศได้ โดย GCNT ในฐานะเครือข่ายความยั่งยืนภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทย จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำองค์กรและเปลี่ยนเจตนารมณ์ร่วมให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างเป็นระบบ”

 โดยนางสาวมิเคลาเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งเดินหน้า ได้แก่ จาก Ambition สู่ Accountability เปลี่ยนคำมั่นด้านความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ , จาก Commitment Capital สู่ Capital at Work ทำให้เงินทุนเพื่อความยั่งยืนมีบทบาทในการเปลี่ยนทิศทางการจัดสรรเงินทุนทั้งระบบ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะโครงการสีเขียว และจาก Leading Companies สู่ Leading Ecosystems ให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยยกระดับ SMEs แรงงาน และชุมชนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“โลกกำลังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถเติมเต็มได้ ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เงินทุนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีโครงการที่พร้อมต่อการลงทุน ซึ่งต้องอาศัยงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะของคนควบคู่กัน”

การเปลี่ยนจากการรับมือกับแรงกระแทก ไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก โดยผสานศักยภาพของภาคธุรกิจ เงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

ดัน Nature Positive วาระใหญ่

 “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น ทำให้ธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ดีขึ้น และประชาชนที่มีโอกาสมากขึ้น โดยภาครัฐต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสามารถเปลี่ยนได้ และผู้ที่พร้อมจะไปต่อสามารถไปได้ไกลขึ้น โดยเฉพาะการรับมือภัยพิบัติและการฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมชูแนวคิด “Nature Positive” ให้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่เชื่อมโยงธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการใช้ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าจากทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดแนวคิด Circular Economy ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนและเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาและการพัฒนาคน

“รัฐบาลเร่งผลักดันวาระการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและการสูญเสียทางธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด “Nature Positive” ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกกระทรวง ทุกคน ธรรมชาติ และเศรษฐกิจต้องช่วยกันเพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมและทรัพยากรท้องถิ่น พร้อมให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางการศึกษาเพื่อให้เยาวชนทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกับการปกป้องธรรมชาติและประเทศชาติอย่างมั่นคง ความยั่งยืนไม่ควรเป็นโครงการขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องเป็นระบบนิเวศที่เปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้” 

ทั้งภายในงานได้เปิดเวทีสู่การลงมือทำ ตลอด 3 วันของ GCNT EXPO 2026

GCNT EXPO 2026 ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานประชุมด้านความยั่งยืน แต่เป็นพื้นที่สำหรับ เห็น–เรียนรู้–ทดลอง–เชื่อมโยง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำประเด็นระดับโลกมาเชื่อมโยงกับโจทย์ของประเทศ ธุรกิจ และชีวิตจริง โดยตลอด 3 วันจะครอบคลุม 6 โจทย์สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก, กติกาสีเขียวและการเงิน, การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน, ธรรมชาติ เมืองและการปรับตัว, เทคโนโลยีและ AI และทุนมนุษย์

ภายในงานประกอบด้วย SDGs Exhibition พื้นที่จัดแสดงผลงานและแนวทางการขับเคลื่อน SDGs ของภาคธุรกิจและภาคีเครือข่าย เพื่อให้เห็นว่าความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจและการสร้างผลลัพธ์ได้จริง

Workshop เปิดพื้นที่สำหรับการเรียนรู้แบบลงมือทำ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการร่วมค้นหาแนวทางหรือทางออกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ขณะที่ Innovation Showcase นำเสนvเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในอนาคต

อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Soul Connect Space ภายใต้การดำเนินงานของเครือข่าย Soul Connect  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เปิดบทสนทนาเรื่อง Spiritual Health และ Well-being เชื่อมโยงการเติบโตภายในของผู้คน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกภายนอก สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากนโยบาย เทคโนโลยี หรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผู้คนด้วย

ในแต่ละวัน ผู้เข้าร่วมจะได้สำรวจโจทย์ที่แตกต่างกัน โดยวันที่ 2 กันยายน เน้นภาพใหญ่ของโลก ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย วันที่ 3 กันยายน ลงลึก Green Rules, Green Supply Chain, Transition Finance และ Natural Capital ส่วนวันที่ 4 กันยายน มุ่งสู่ Energy, Technology, AI, Innovation และ Human Capital เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจอนาคต