เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมถอดบทเรียนกรณีอุบัติเหตุรถไฟอังกฤษของบริษัท East Midlands Railway สองขบวนชนท้ายกัน ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม เพื่อนำผลการวิเคราะห์มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับความปลอดภัยของระบบขนส่งทางรางไทยใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การยกระดับการสอบสวนอุบัติเหตุและการจัดการเหตุฉุกเฉิน การยกระดับระเบียบวิธีการเดินรถ และการกำหนดแนวทางวิจัยและนวัตกรรมด้านความปลอดภัย

กรณีศึกษาครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุรถไฟชนกันบนเส้นทาง Midland Main Line ใกล้สถานี Bedford สหราชอาณาจักร โดยที่ประชุมร่วมกันวิเคราะห์ตั้งแต่ลำดับเหตุการณ์ การทำงานของระบบอาณัติสัญญาณ และระบบเตือนความปลอดภัย การปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนกระบวนการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และการสอบสวน เพื่อค้นหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และนำบทเรียนมาใช้ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคต ทั้งนี้ ประเด็นที่ Rail Accident Investigation Branch (RAIB) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนครอบคลุมทั้งระบบเบรก ระบบ Automatic Warning System (AWS) ระบบอาณัติสัญญาณ การตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้อง สมรรถนะของตัวรถ และประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ และถอดบทเรียนจากข้อเท็จจริง ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางยกระดับความปลอดภัยระบบรางของประเทศไทยใน 3 มิติหลัก ดังนี้ 1. มาตรการเชิงปฏิบัติและมาตรการเชิงป้องกัน (Active & Preventive Measures) ขร. จะกำกับให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางราง จัดทำคู่มือ และเอกสารการปฏิบัติการตามประเภทของการประกอบกิจการ สำหรับผู้ประจำหน้าที่และบุคลากรอย่างครบถ้วน พร้อมปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ ตามมาตรา 46 (3) แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อให้ผู้ประจำหน้าที่ โดยเฉพาะพนักงานขับรถขนส่งทางราง สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดได้อย่างถูกต้อง เมื่อเกิดเหตุขัดข้องหรือเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568

ขณะเดียวกันที่ประชุมได้กำหนดมาตรการเชิงป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ได้แก่ เร่งดำเนินการติดตั้งระบบป้องกันเหตุอันตรายของขบวนรถ (Automatic Train Protection: ATP) ให้ครอบคลุมเส้นทางเดินรถ, กำหนดระเบียบการเดินรถให้มีความชัดเจน โดยกรณีระบบ ATP หรือระบบป้องกันที่เกี่ยวข้องขัดข้อง ต้องไม่ให้บริการเดินรถในรูปแบบปกติ และต้องปรับเข้าสู่การเดินรถในภาวะเดินรถไม่เต็มรูปแบบ (Degraded Mode) หรือการควบคุมด้วยคน (Manual Control) ตามระเบียบด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด, ยกระดับการฝึกซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉินให้ครอบคลุมกรณีระบบอาณัติสัญญาณหรือระบบ ATP ขัดข้อง, เข้มงวดการตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบอาณัติสัญญาณให้มีความสมบูรณ์และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และเร่งรัดออกกฎกระทรวง และปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินรถให้ครอบคลุมมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
2. การยกระดับระเบียบ และวิธีการสอบสวนอุบัติเหตุและการจัดการเหตุฉุกเฉิน ขร. ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุ ทั้งแผนเผชิญเหตุ แผนช่วยเหลือผู้โดยสาร และแผนการกู้ภัย โดยที่ประชุมมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568, จัดทำระเบียบและหลักเกณฑ์การสอบสวนอุบัติเหตุให้ชัดเจน เป็นระบบ และนำไปปฏิบัติได้จริง, เตรียมจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หน่วยดับเพลิง และหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และวางแนวทางการจัดการพยานหลักฐานเชิงเทคนิค ทั้งข้อมูลดิจิทัล เครื่องบันทึกข้อมูลการเดินรถ (OTDR/Black Box) และข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause) ได้อย่างครบถ้วน

3. การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัย ขร. จะร่วมมือกับสถาบันวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัย เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบรางอย่างยั่งยืน ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ วิจัยและจัดทำมาตรฐานการทดสอบที่เหมาะสม เพื่อยืนยันว่ารถขนส่งทางรางที่ให้บริการในประเทศไทยมีความสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย และสนับสนุนภารกิจด้านการจดทะเบียนและการกำกับดูแลของ ขร., วิจัยและพัฒนาระบบทดสอบและประเมินบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสมตามคุณสมบัติของผู้ประจำหน้าที่ โดยเฉพาะพนักงานขับรถขนส่งทางรางและพนักงานควบคุมรถขนส่งทางราง และนำข้อเสนอแนะจากการถอดบทเรียนอุบัติเหตุ โดยเฉพาะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาบุคลากรในระบบราง ไปพิจารณาเป็นแผนปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระบบราง พ.ศ. 2571–2575 ของ สทร. ต่อไป
นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า การถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างประเทศครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากเหตุการณ์จริงมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน กฎระเบียบ บุคลากร เทคโนโลยี ตลอดจนกระบวนการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของระบบขนส่งทางราง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเดินทางด้วยระบบรางอย่างปลอดภัย และยั่งยืน



