จากกรณีข้อกังวลดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โผล่ใจกลางเมืองกรุง เช่น กรุงเทพมหานคร ย่านพระราม 9 หรือรามคำแหง ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมากว่า เกิดขึ้นได้ยังไง? แถมยังพบการกักตุนน้ำมันสำรองปริมาณมหาศาล เพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน
สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวน และสร้างภาระโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและน้ำที่ต้องใช้ในปริมาณมาก
ล่าสุดคณะกรรมการนโยบาย Data Center ได้จัดการประชุมนัดแรกขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.69 เพื่อเดินหน้าจัดระเบียบและกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำเจตนารมณ์ไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างการลงทุน และสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรายอย่างเต็มที่ จากเดิมที่เคยกระจัดกระจายอยู่ภายใต้การดูแลของหลายหน่วยงานในหลายกระทรวง
ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ดำเนินการจัดระเบียบการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมจัดทำระบบบูรณาการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งตำแหน่งที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ เครือข่ายสายไฟฟ้า และข้อมูลผังเมือง
[ แนวทางกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ ]
- บูรณาการฐานข้อมูลดิจิทัลเป็นหนึ่งเดียว ปัจจุบันการขอจัดตั้ง Data Center มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทับซ้อนกันอยู่ เช่น นักลงทุนต้องติดต่อบีโอไอ (BOI) เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ ติดต่อหน่วยงานสาธารณูปโภคเพื่อขอน้ำและไฟฟ้า รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงาน กสทช. ที่ประชุมจึงมีมติให้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลดิจิทัลทั้งหมดเข้าสู่ระบบเดียวกัน
- จัดระเบียบข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและจำกัดผลกระทบในวงกว้าง คณะกรรมการจะกำหนดมาตรฐานเกณฑ์ขั้นต่ำในการจัดตั้ง Data Center โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ (รายพื้นที่) เพื่อดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวจะถูกนำมาปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน
- เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติด้านพลังงานสะอาดและ AI โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้คนไทยและผู้ประกอบการขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง
- ยกระดับสู่การแข่งขันยื่นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับโครงการลงทุนใหม่ๆ ในอนาคต คณะกรรมการจะนำรูปแบบ “การแข่งขันเสนอเงื่อนไขและผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ (Pitching)” มาใช้คัดเลือกผู้ลงทุน
[ จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ]
- ขยายขอบเขตการกำกับดูแลครอบคลุมทุกกลุ่ม นโยบายและเกณฑ์ควบคุมใหม่นี้จะครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งกลุ่มที่สร้างขึ้นเพื่อให้บริการแก่บุคคลอื่น (เชิงพาณิชย์) และกลุ่มที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานเองภายในองค์กร โดยเตรียมกำหนดขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชัดเจนเพื่อใช้เป็นเส้นแบ่งในการคัดกรองกลุ่มที่จะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์ควบคุมที่เข้มงวดในระยะถัดไป
- จัดประเภทหมวดธุรกิจเฉพาะ ที่ประชุมมีนโยบายกำหนดหมวดธุรกิจเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อแก้ไขข้อติดขัดในอดีตที่การขออนุมัติประกอบธุรกิจไม่มีความชัดเจน บางครั้งถูกจัดหมวดหมู่รวมอยู่ในกลุ่มสินค้าทั่วไป ส่งผลให้มีปัญหาด้านความชัดเจนและการจัดการข้อมูล
- กลไกอนุมัติและคัดกรอง จะมีการจัดตั้งกลไกการกรองและพิจารณาอนุญาตจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาการอนุมัติที่ขาดเอกภาพในอดีต ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนที่ไม่ได้ต้องการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มักจะแยกยื่นขออนุญาตโดยตรงกับหน่วยงานเจ้าของกฎหมายแต่ละแห่งจนทำให้ไม่มีมาตรฐานประเมินผลกระทบร่วมกัน
- ควบคุมต้นทุนแฝง คณะกรรมการมีนโยบายเข้าไปดูแลต้นทุนทางอ้อมของการมีดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ปริมาณการใช้น้ำและไฟฟ้า โดยมีการมอบหมายให้ตั้งคณะอนุกรรมการในด้านต่าง ๆ ร่วมกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลและตรวจสอบหลังจากเปิดให้บริการไปแล้ว

[ จัดตั้ง 4 คณะอนุกรรมการ ]
1.ชุดเศรษฐกิจ ประเมินมาตรการเกณฑ์ขั้นต่ำในมิติเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศ
2.ชุดโครงสร้างพื้นฐาน ตรวจสอบความพร้อมของระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
3.ชุดที่ดินและผังเมือง ดูแลจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินและข้อกำหนดผังเมือง
4.ชุดสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลเรื่องมลพิษทางเสียง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
[ กรอบเวลาดำเนินงาน (ไทม์ไลน์) ]
- สัปดาห์หน้า: คณะทำงานทุกชุดจะต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุม และร่วมนำเสนอเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของแต่ละด้าน
- ภายในระยะเวลา 1 เดือน: คณะกรรมการตั้งเป้าว่าจะต้องได้ข้อสรุปของมาตรการเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ประเทศ และเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่เป็นทางการและตกผลึกอย่างสมบูรณ์
[ แนวทางด้านพลังงาน ]
กระทรวงพลังงานได้กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลออกเป็น 2 ส่วน คือ เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ และเกณฑ์ตามแนวนโยบาย ครอบคลุม 4 เรื่องหลัก ดังนี้
1.การแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าและราคาค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center
คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน (กกพ. / กพช.) ได้มีมติเห็นชอบการแยกประเภทผู้ใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาต่างหากแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มนี้จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนส่วนนี้ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ใช้ไฟประเภทอื่น
นอกจากนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจองไฟฟ้าและการวางเงินมัดจำล่วงหน้าก่อนการจ่ายไฟ เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าวไปลงทุนปรับปรุงโครงข่ายระบบไฟฟ้าและพัฒนาพลังงานทดแทน
2.เกณฑ์การบังคับใช้พลังงานสะอาด
เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดที่จะไม่ล่าช้าไปกว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ซึ่งในแผนใหม่กำหนดเป้าหมายสัดส่วนพลังงานสะอาดไว้ไม่ต่ำกว่า 60%
3.มาตรฐานการสำรองไฟฟ้า
กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีทั้งระบบสำรองข้อมูลและระบบสำรองไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของมาตรฐานเครื่องสำรองไฟ (ทั้งที่ใช้แบตเตอรี่หรือน้ำมันเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงาน) จะต้องได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน
4.ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่ใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้ามหาศาล จึงต้องมีเกณฑ์และเงื่อนไขในการเชื่อมต่อระบบส่งที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าผันผวน (ไฟขึ้น-ไฟลง) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่ายและผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น ๆ ทั้งประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง

[ น้ำ-ไฟ ไม่มีผลกระทบ ]
ระบบการให้บริการไฟฟ้าและน้ำประปาแก่ประชาชนในปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น จากการเข้ามาของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน หน่วยงานในสังกัดก็มีความพร้อมที่จะให้บริการแก่กลุ่มผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ และอยู่ระหว่างการประชุมเพื่อเตรียมคลอดมาตรการใหม่ตามแนวทางของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายต่อไป
ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลอุตสาหกรรมในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ภาคประชาชนใน 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย
1.การป้องกันการกระทำความผิดในระบบอุตสาหกรรม
2.การกำหนดผังพื้นที่ตั้ง (Zoning) ว่าโครงการควรตั้งอยู่ ณ จุดใด
3.การบังคับใช้กฎหมายควบคุมระยะร่นเพื่อกำหนดระยะเว้นห่างที่เหมาะสม
4.การตรวจสอบความปลอดภัยและระบบการดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองอย่างเข้มข้น
5.ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งระบบไฟฟ้าและน้ำประปา
[ กางสถิติดาต้าเซ็นเตอร์ไทย ]
จากการเปิดเผยข้อมูลสถิติล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรม Data Center ในประเทศไทย มีตัวเลขโครงการในระบบที่น่าสนใจดังนี้
- เปิดให้บริการแล้ว: จำนวน 35 โครงการ (ในจำนวนนี้ผ่านการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพียง 11 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 24 โครงการเป็นการขออนุญาตดำเนินการเองโดยตรง)
- อยู่ระหว่างการก่อสร้าง: จำนวน 49 โครงการ
- อยู่ระหว่างรอการพิจารณาหรือเอกชนแสดงความสนใจ: มีจำนวนสูงถึงประมาณ 117 โครงการ
สำหรับกลุ่ม 35 โครงการที่เปิดให้บริการไปแล้ว เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์กำกับดูแลความปลอดภัยอยู่แล้ว มีเพียง 3 โครงการขนาดเล็กมากที่เป็นของธนาคารพาณิชย์
[ ไม่กระทบส่งเสริมลงทุน ]
รัฐบาลยันการชะลออนุมัติโครงการบางส่วนชั่วคราวจะไม่ส่งผลกระทบต่อตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศ เนื่องจากยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ที่มีการลงทุนหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฮบริด, แผงโซลาร์เซลล์ (PV), อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่
ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ “การกำหนดเกณฑ์ขนาดของ Data Center” เพื่อจัดประเภทให้เป็นธุรกิจอุตสาหกรรม เบื้องต้นเคยพิจารณาเกณฑ์ขนาดการใช้ไฟฟ้าที่ตั้งแต่ 2 เมกะวัตต์ (MW) ขึ้นไป ควบคู่กับปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่ที่ประชุมมีความเห็นว่าขนาด 2 MW ถือว่าเล็กเกินไป (ใกล้เคียงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กทั่วไป) จึงต้องมีการพิจารณารายละเอียดขนาดและผลกระทบอีกครั้งเพื่อเคาะข้อสรุปสุดท้าย
ที่มา: ผลประชุมคณะกรรมการ Data Center ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย.69



