เมื่อวันที่ 7 ก.ย. พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตน พร้อมด้วย น.ส.พิรงรอง รามสูต และ นายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ได้เข้าร่วมประชุมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาวาระค้างพิจารณาสะสมมากกว่า 100 วาระ หลังเกิดกรณีการประชุมบอร์ด กสทช. ล่มบ่อยครั้ง จนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง
โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้การประชุมล่ม แต่ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมที่ขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรมได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเมื่อ 21 ก.ค. 69 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ส่งผลให้ไม่อยู่ในสถานะทำหน้าที่ได้อีกต่อไป ตนจึงทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ให้จัดประชุมเฉพาะกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ และสอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อ 31 ส.ค. 69
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. กลับปฏิเสธที่จะดำเนินการ แม้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะชี้แจงชัดเจนว่าคำสั่งทางปกครองมีผลบังคับใช้ทันที แต่คาดว่าทั้ง นพ.สรณ และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล จะไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากมองว่าพฤติกรรมการใช้อำนาจที่ผ่านมามีลักษณะแปรสภาพ “หลักนิติธรรม” ให้กลายเป็น “หลักตามใจชอบ” เพื่อโอบอุ้มสถานะทางอำนาจและเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ละเลยต่อบทบัญญัติมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
“การบริหารงานของสำนักงาน กสทช.ที่ผ่านมาขาดหลักธรรมาภิบาลและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นใน กสทช.ชุดใดที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้เกิดกรณีที่สำนักงาน กสทช. ออกเอกสารแจกสื่อมวลชนที่บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยนำเอาคำกล่าวอ้างของฝั่งตนเองในคดีคุณสมบัติประธาน ไปรายงานต่อสาธารณะเสมือนว่าเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด ว่าชนะคดีและพ้นผิดแล้ว ทั้งที่ศาลเพียงแค่มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาเท่านั้น จนสำนักงานศาลปกครองต้องออกข่าวโต้แย้งและตักเตือน ถือเป็นพฤติกรรมดื้อแพ่งและไม่ยอมรับผลของคำสั่งทางปกครอง”
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่างต่อว่า หากปล่อยให้ผู้บริหารไม่ยอมรับกฎหมาย จะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อองค์กรและประเทศ 3 ด้าน คือ 1.กสทช. หมดความชอบธรรมในการกำกับดูแลเอกชน เพราะผู้คุมกฎกลายเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง 2.ประชาชนและผู้บริโภคไร้ที่พึ่ง สิทธิการคุ้มครองถูกเพิกเฉยจากภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย และ 3.ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน กฎหมายที่เปลี่ยนไปตามก๊วนอำนาจจะทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุน
“หากผู้บริหารองค์กรของรัฐใดไม่ยอมรับกฎหมายและไม่ยึดหลักนิติธรรมแล้ว ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพและการบริหารองค์กรนั้นแน่นอน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับใช้คำว่า “อิสระ” มาบิดเบือนไม่ทำตามกฎหมายและปฏิเสธการตรวจสอบ ถึงเวลาแล้วที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐ จะต้องเข้ามาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ก่อนที่ผลประโยชน์ของชาติและประชาชนจะเสียหายไปมากกว่านี้” พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าว



