กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าเล็กน้อยที่ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน
ขณะที่เงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างโดดเด่น โดยตลาดเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) หลังกรรมการนโยบายส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในขนาดที่มากกว่าครั้งละ 0.25% ได้
ทั้งนี้ คาดว่าบีโอเจจะไม่เลือกขึ้นดอกเบี้ยเกิน 0.25% ต่อรอบประชุม แต่มีแนวโน้มว่าบีโอเจจะเร่งจังหวะการปรับดอกเบี้ยถี่ขึ้นจากเดิมทุก 6 เดือน ท่ามกลางกระแสที่ว่าสหรัฐกำลังกดดันให้ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาค่าเงินเยนที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด แต่ปฏิกิริยาของตลาดยังค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคที่จะประกาศท้ายสัปดาห์นี้ในการชี้ขาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 16 ก.ย. หรือไม่ และคาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2.50% ในการประชุมวันที่ 10 ก.ย.
ส่วนทิศทางค่าเงินเยนมองว่าแม้การปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอาจไม่ได้หนุนเงินเยนอย่างยั่งยืน แต่ขนาดของสถานะขายเงินเยนที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด เพิ่มความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทยอยปิดสถานะดังกล่าว ซึ่งเปิดโอกาสให้เงินเยนแข็งค่าต่อได้ในระยะข้างหน้า
ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแคบลงในเดือน ก.ค. เป็น 1,600 ล้านดอลลาร์ ทางด้านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่านโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่และยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการปรับลดดอกเบี้ย
โดย ธปท. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพของไทยอยู่ที่ราว 2.7% และความพยายามด้านนโยบายควรมุ่งเน้นไปที่การผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงปรับเข้าใกล้ระดับศักยภาพมากขึ้น



