เมื่อวันที่ 7 ก.ย.นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบร้านรับซื้อของเก่าย่านซอยประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนึ้ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งกรณีมีการลักลอบตัดสายไฟนำมาขายร้านรับซื้อของเก่าย่านนี้ ซึ่งตำรวจและกรมการปกครองได้ดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว แต่ถือเป็นโอกาสที่จะได้ลงมาตรวจร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการและประชาชนในการแจ้งเบาะแสบุคคลต้องสงสัย และตัดวงจรการรับซื้อของโจรในพื้นที่ รวมถึงมิติด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวเพิ่มว่า ในพื้นที่เขตดินแดงมีร้านรับซื้อของเก่า 4 แห่ง ทุกแห่งมีการขออนุญาตประกอบกิจการถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ร้านที่มาตรวจในวันนี้แม้ผ่านเกณฑ์ แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนและให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้านสุขลักษณะ เช่น การแก้ปัญหาน้ำขัง และการจัดเก็บสิ่งของไม่ให้เกินพื้นที่รองรับ พร้อมตรวจกำชับมาตรการป้องกันอัคคีภัยอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ภาพรวมทั่วกรุงเทพฯ มีร้านรับซื้อของเก่าประมาณ 588 แห่ง ซึ่งสำนักอนามัยมีการตรวจสุ่มตามรอบประจำ โดยพบจุดไม่ผ่านเกณฑ์เพียง 13 แห่ง สำนักงานเขตได้ออกหนังสือแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไขและอยู่ระหว่างติดตามผล

รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวต่อไปว่า กทม. เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักอนามัยและเทศกิจ โดยใช้เช็กลิสต์มาตรฐานเดียวกันลงตรวจทั้งเรื่องใบอนุญาต สุขลักษณะ และอัคคีภัย ครอบคลุมสถานประกอบการ ตลาด ไซต์ก่อสร้าง และร้านอาหารทั่วกรุงเทพฯ โดยมีกำหนดเปิดตัวสารวัตรสิ่งแวดล้อมระดับเขตในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมจัดตั้งทีมกลาง (Strike Team) ลงพื้นที่สุ่มตรวจซ้ำอีกชั้น เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

“สำหรับยุทธการช็อตโจรสายไฟ จากสมัยที่แล้วยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารกับร้านรับซื้อของเก่าว่าห้ามรับซื้อวัสดุประเภททองแดงหรือทรัพย์สินที่สงสัยว่าได้มาโดยไม่ถูกต้องเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการตัดวงจรการขโมยตั้งแต่ต้นทาง ยืนยันว่าการประกอบธุรกิจรับซื้อของเก่าเป็นอาชีพสุจริต หากผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมาย มีใบอนุญาตครบถ้วน และผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ก็สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ” รองผู้ว่าฯกทม.กล่าว