เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเยี่ยมชมโรงงานของจงเช่อรับเบอร์ (ไทยแลนด์) ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นโรงงานแห่งแรกนอกประเทศจีนของบริษัท

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเลือกไทยเป็นที่ตั้งโรงงานคือเรื่องวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางธรรมชาติ โดยบริษัทระบุว่าใช้ยางธรรมชาติที่ผลิตในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบหลัก 100% คิดเป็นปริมาณประมาณ 1.7 แสนตันต่อปี ขณะที่วัตถุดิบอื่น เช่น สารเคมีและส่วนประกอบสำหรับการผลิต มีสัดส่วนจัดซื้อในไทยประมาณ 50% และนำเข้าจากจีนประมาณ 50%

ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานประมาณ 7,300 คน แบ่งเป็นคนไทยราว 95% และชาวจีนประมาณ 5% หรือราว 380 คน โดยบริษัทมีแผนพัฒนาบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรมภาษาไทย จีน และอังกฤษ รวมถึงความรู้ด้านเทคนิค การผลิตยาง และการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อยกระดับศักยภาพพนักงานไทยให้สามารถก้าวขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้างานและผู้บริหารแทนบุคลากรจีนในอนาคต

สำหรับการขยายการผลิตในเฟสที่ 4 บริษัทจะนำระบบอัตโนมัติจากสำนักงานใหญ่ในเมืองหางโจวเข้ามาใช้มากขึ้น ทั้งในกระบวนการผลิตและระบบขนส่งภายในโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิต รวมถึงยกระดับคุณภาพสินค้าให้รองรับข้อกำหนดของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ (OE)

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าการนำระบบอัตโนมัติเข้ามา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดการจ้างงาน เนื่องจากเฟสใหม่ยังต้องใช้บุคลากรในการควบคุมและบริหารกระบวนการผลิต

ด้านสิ่งแวดล้อม จงเช่ออยู่ระหว่างการยกระดับระบบบำบัดน้ำเสีย โดยลงทุนกว่า 10 ล้านหยวน (ราว 49 ล้านบาท) ในระบบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดและลดมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ บริษัทยังติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานภายใต้ความร่วมมือกับบี.กริม เพาเวอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศไทย เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และมีการนำเศษวัสดุจากกระบวนการผลิต เช่น ยางฉาบผ้าใบ กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางตัน อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดของเสียและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน

ปัจจุบันผลผลิตของโรงงานในระยองเน้นส่งออกขายต่างประเทศ โดยมีตลาดหลักอยู่ในสหรัฐฯ และยุโรป และส่งออกไปมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ตลาดในประเทศมีสัดส่วนประมาณ 10-15% แบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านดีลเลอร์กว่า 100 ราย และการผลิตให้ผู้ผลิตรถยนต์ (OE) โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์จีน เช่น บีวายดี (BYD) และ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) รวมถึงผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นและไทยอีกจำนวนหนึ่ง

ในด้านการลงทุน บริษัทระบุว่าไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านวัตถุดิบ ระบบการผลิต และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านการผลิตและการขนส่ง ขณะเดียวกันแม้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียจะมีมาตรการจูงใจด้านการลงทุนและภาษีที่แข่งขันได้มากกว่า แต่บริษัทมองว่าการขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายฐานการผลิตและตลาดในระดับโลก ไม่ได้หมายถึงการลดการลงทุนในไทย

บริษัทระบุด้วยว่าปัจจุบันการลงทุนในไทยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหลัก ขณะที่มาตรการของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังไม่ได้มีมาตรการที่บริษัทได้รับโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีมาตรการเพิ่มเติมที่เอื้อต่อการลงทุนและการยกระดับเทคโนโลยี บริษัทก็พร้อมพิจารณาเข้าร่วม

สำหรับทิศทางในระยะต่อไป บริษัทระบุว่ายังไม่มีแผนลดกำลังการผลิตในไทยและสำนักงานใหญ่ยังคงยึดแนวทาง “วางรากฐานในประเทศไทย” โดยมุ่งพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรไทย พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงงานระยองขึ้นเป็นฐานการผลิตอันดับ 2 ของเครือจงเช่อทั่วโลกรองจากจีนภายในสิ้นปีนี้