เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ที่มี นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในมาตรา 32 องค์กรอิสระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายโดยเน้นในเรื่องงบประมาณของ กกต.ที่ขอรับการจัดสรร 2,700 ล้านบาท รวมทั้งบทบาทการทำหน้าที่ของ กกต.ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะกรณีโกงเลือก สว. ทำให้มีการประท้วงจาก สส.ฝั่งรัฐบาลเป็นระยะๆ โดยนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย จ.สงขลา ลุกขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟัง และจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ตนเองเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่
ทั้งนี้นายพริษฐ์ ยังอภิปรายต่อว่า ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้า ซึ่งข้อสรุปของคณะนี้มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คนเป็น สส. รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

ทำให้นายสนอง เทพอักษรณรงค์ จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต. จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่งที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้ว แต่ก่อนเลือก สส. ก็มีแก๊งหนึ่ง เดินสายทั่วประเทศ ดังนั้น การเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้นก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้น จะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมการให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35 คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯ ชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของ กกต. มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิด หรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล

ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวน ซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉาก ๆ แบบนี้ไม่ได้ นายพริษฐ์ จึงขอใช้สิทธิพาดพิงว่า ตนเองไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย
ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริง ๆ แล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ ด้านนายพริษฐ์ จึงระบุว่า หากย้อนไปดูก็ได้ ตนเองไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ที่กล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จนั้น ตนเองยืนยันว่าเอกสารที่แถลง บอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดี และต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนเองชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก
นายพริษฐ์ จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของนายศุภชัย ทำให้นางสาวมัลลิกา วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้ว และอภิปรายให้อยู่ในกรอบและอย่าพาดพิงใครอีก

ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า การที่นายศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็ก และอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ จึงอยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอน ก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม
นายศุภชัย กล่าวว่า หากประสงค์จะให้ถอน ตนเองอยากอธิบายว่าจริง ๆ คำว่าเด็กเพราะตนเองคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็ก และตนก็คิดว่าการเป็นเด็กนั้นฮึกเหิม หากจะถอน ตนก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้ว และไม่ฮึกเหิม ตนเองก็ถอน
ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กล่าวว่า เชื่อว่านายพริษฐ์สบายใจที่ได้พูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาว่า กกต.ไม่ควรได้รับงบประมาณ ประเด็นเรื่องการเลือก สว. ตนเองขอไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ไปที่มาตนเองมั่นใจว่าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกแทนตนเองว่า “ผู้ทรงเกียรติ”
การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และพูดถึงสำนวนของคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขอไม่ก้าวล่วง แต่มีคำถามว่าคณะอนุที่ 36 สอบสวนอย่างไร ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอตอบว่า ตนเองไม่รู้ แต่การดำเนินการทั้งหมดก็เหมือนกระบวนการทั่วไป เมื่อมีการกระทำความผิด ตำรวจก็สอบสวนตามพยานหลักฐาน บางครั้งผู้เสียหายก็ไม่พอใจในการสอบสวนระบุว่า ตำรวจไม่สุจริตได้พยานหลักฐานมาไม่ดี สุดท้ายคนเหล่านี้ก็เข้าสู่กระบวนการถัดไปคือ ชั้นอัยการ
นายบุญจง กล่าวว่า ท่านมีคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 สอบเสร็จก็มีกระบวนการของเขา คณะกรรมการบุคคลใดที่เห็นว่าคนนี้ไม่สุจริต เราไม่สามารถตอบได้เพราะทั้งหมดเป็นกรรมการอิสระของ กกต.ที่จะทำงาน ต้องรอดูผลงานอีกไม่กี่วัน กกต.ก็จะแถลงข่าว เข้าใจในความรู้สึกของนายพริษฐ์ ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามเรื่องนี้
“ผมจะไม่กล่าวว่าเขาโกง เขาฮั้ว ถือว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายอยู่ในระเบียบ วันนี้หากบุคคลเหล่านี้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่พ้น ม.157 มีกระบวนการอีกเยอะ ทำอะไรไว้กฎหมายก็มีกระบวนการตรวจสอบ” นายบุญจง กล่าว
นายบุญจง กล่าวต่อว่า ฉะนั้นงบประมาณที่ไปฝึกอบรมด้านการสอบสวนอย่างมีคุณภาพ เรามั่นใจว่าเมื่อให้งบประมาณไปแล้ว เขาจะต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันตามเดิม
นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ในฐานะคณะกรรมาธิการ กล่าวต่อว่า สภาไม่มีใครเป็นพวก กกต. แต่เจตนาคือให้ กกต. นำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งก็พร้อมที่จะตัดงบประมาณในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงขอให้มีการเสนอความคิดที่แหลมคม ให้ยืนตามหลักการ เพราะหลายคนอภิปรายตามหัวหน้าฝ่ายค้าน หัวหน้าฝ่ายรัฐบาล ตนเองเป็นคนกลางต้องยืนในหลัก

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิพาดพิงว่า การพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 เป็นการตั้งคำถามต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราสามารถนำเสนอเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากได้ หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการใช้ในการพิจารณางบประมาณคือ ดูว่าการให้งบประมาณในแต่ละหน่วยรับงบประมาณมีความเหมาะสมหรือไม่ การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาว่า งบประมาณที่ให้ไป หน่วยงานสามารถทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ สมาชิกสามารถตั้งคำถามและอภิปรายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต.ได้ ตราบใดที่สามารถทำหน้าที่ตั้งคำถามกับ กกต.ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า แต่ไหนแต่ไรการอภิปรายในวาระที่ 2 สิทธิผู้แปรญัตติในการปรับลดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงโครงการเสมอไป เชื่อว่าหากท่านตีความว่าต้องระบุโครงการสภา ก็ทำผิด เพราะให้มากรอกเปอร์เซ็นต์ ในแบบฟอร์มว่ามาตรานี้ปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์ หลักของการตรวจสอบในวาระที่ 2 หากเห็นว่าหน่วยรับงบประมาณไม่สมควรจะได้งบประมาณด้วยเหตุผลใดก็ได้ มันก็เป็นสิทธิ ทุกอย่างอยู่ในกรอบ แต่ถ้าพาดพิงถึงบุคคลภายนอกทำให้เกิดความเสียหายประธานก็มีความชอบธรรมในการควบคุมการประชุม ส่วนคณะกรรมาธิการที่มาทักท้วงว่าจะต้องมาระบุโครงการคงต้องไปต่อว่าสภา ตั้งแต่ต้น
น.ส.มัลลิกา ในฐานะประธานในที่ประชุม จึงกล่าวว่า ไม่ได้จะให้ระบุเป๊ะ ๆ ว่าปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่การอภิปรายในวาระ 2 ต้องแตกต่างจากวาระแรกที่พูดภาพรวมทั่วไป



