เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่สุสานชาวยิว JEWISH CEMETERY THAILAND หมู่ 2 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามคำสั่งของจังหวัด พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุสานดังกล่าว หลังพบว่าปัจจุบันใบอนุญาตประกอบกิจการสุสานหมดอายุ และมีร่างผู้เสียชีวิตถูกนำเข้ามาฝังในช่วงที่ไม่มีใบอนุญาต

ลูกสาวศพแรก ‘สุสานยิวฉะเชิงเทรา’ ยื่นขอย้ายร่างพ่อไปประกอบพิธีพุทธ

ประเด็นสำคัญในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายพลพีร์ กล่าวถึงร่างผู้เสียชีวิต 3 ร่าง ที่มีแนวทางจะเคลื่อนย้ายไปยังสุสานยิว บริเวณถนนเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร ว่า ไม่ได้ขัดข้องหากจะมีการเคลื่อนย้าย แต่ก่อนดำเนินการต้องมีการตรวจสอบและนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจนว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายเป็นใคร อยู่ที่ไหน เสียชีวิตเมื่อใด และเสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร รวมถึงต้องมีเอกสารหลักฐานยืนยันข้อมูลของผู้เสียชีวิตแต่ละรายอย่างครบถ้วน ก่อนที่จะนำร่างไปยังสถานที่แห่งใหม่ตามความประสงค์

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นการตรวจสอบข้อมูลของผู้เสียชีวิตให้ชัดเจนก่อนการเคลื่อนย้าย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับสุสานในพื้นที่ตำบลเสม็ดใต้ ก่อนหน้านี้มีการขออนุญาตตั้งสุสานตั้งแต่ปี 2564 และได้รับใบอนุญาตในปีเดียวกัน แต่ใบอนุญาตหมดอายุในปี 2566 ต่อมามีการยื่นขอต่อใบอนุญาต แต่จากการตรวจสอบของนายอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า สภาพพื้นที่และการก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะเรื่องระยะห่างจากถนนและแหล่งน้ำ จึงไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องได้ยื่นอุทธรณ์และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

นายพลพีร์ ยังได้กำชับให้จังหวัดตรวจสอบกระบวนการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุญาตเดิม รวมถึงให้มีการจัดทำข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อศาลปกครองว่า เหตุใดในช่วงแรกจึงมีการอนุญาต และต่อมาจึงไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต เพื่อให้ทุกขั้นตอนมีข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลตรวจสอบไปยังสุสานยิวในพื้นที่ถนนเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่ามีร่างผู้เสียชีวิตชาวยิวบรรจุอยู่จำนวนมาก โดยนายพลพีร์ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่า สถานที่ดังกล่าวมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ และการแบ่งพื้นที่ระหว่างสุสานที่อยู่ติดกันดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

อีกประเด็นที่นายพลพีร์ให้ความสำคัญ คือ การตรวจสอบบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกรณีบริษัทที่มีบุคคลต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการตรวจสอบผู้ถือหุ้นและที่มาของเงินทุน ว่ามีการใช้บุคคลไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนหรือไม่

ในส่วนนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมที่ดิน กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงหน่วยงานด้านการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อขยายผลข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลและเส้นทางการเงิน โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่าพบกลุ่มนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินผิดกฎหมายประมาณ 1,500 บริษัท และอีกประมาณ 14,000 บริษัทอยู่ในกลุ่มที่ต้องสงสัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับที่ดินกว่า 5,800 แปลง มูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท

นายพลพีร์ ยังย้ำว่า การตรวจสอบไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เชื้อชาติหรือศาสนาใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจและการถือครองที่ดินว่าถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนกรณี บริษัท กาน ชาบาด และบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น นายพลพีร์ ระบุว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบขยายผล ทั้งเรื่องการถือหุ้น การถือครองที่ดิน และบุคคลที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยก่อนหน้านี้มีการระบุว่าผู้ก่อตั้งบริษัท 3 ราย เป็นผู้มีสัญชาติไทย และมีการถือครองที่ดินในพื้นที่อื่นด้วย จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง