จากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) นัดแรกของคณะกรรมการชุดใหม่ ร่วมกับผู้แทนจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ 3-4 สมาคม ได้เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่แบบ 3 เทียร์ พร้อมกับระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน เพื่อสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศครอบคลุมทุกเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (อีวี), รถยนต์ไฟฟ้าอาร์อีอีวี รถยนต์ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรักษาฐานการผลิตยานยนต์ของไทย ไม่ย้ายฐานการผลิตไปนอกประเทศ
สำหรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบบ 3 กลุ่ม หรือเทียร์ จะแบ่งตามเงื่อนไขการผลิตและการลงทุน ได้แก่
เทียร์ที่ 1 อัตราภาษีต่ำที่สุด สำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศ (โลคอล คอนเทนท์) ตามเกณฑ์ที่กำหนด
เทียร์ 2 อัตราภาษีระดับกลาง สำหรับรถยนต์นำเข้าที่มีแผนเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยอย่างชัดเจน
เทียร์ที่ 3 อัตราภาษีสูงที่สุด สำหรับรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์โดยไม่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและไม่มีแผนการลงทุน ซึ่งจะเก็บมากกว่าปัจจุบันที่ 10%
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ข้อมูลจากการประชุมสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV จำนวน 126,950 คัน เพิ่มขึ้น 88% และรถยนต์กลุ่ม xEV มีสัดส่วนรวม 55% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้อง 189 โครงการ มูลค่า 151,372 ล้านบาท รวมถึงแผนติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้า 23,135 หัวจ่าย และแผนลงทุนเพิ่มเติมของผู้ผลิตในประเทศรวมกว่า 50,000 ล้านบาท
ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ เพื่อใช้มาตรการภาษีขับเคลื่อนการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ระดับโลก โดยมีมติเห็นชอบหลักการดังกล่าว และมอบหมายให้กรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ส.อ.ท. สนับสนุนหลักการดังกล่าวและเห็นว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยตลอด Supply Chain สร้างมูลค่ามากกว่า10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ดังนั้น การกำหนดมาตรการจึงต้องสร้างประโยชน์เชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน และเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม
“โครงสร้างภาษีใหม่ควรเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ โดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสร้างให้ประเทศไทย ทั้งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ด้านดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยกับมติบอร์ดอีวี ที่เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้รถยนต์ที่ผลิตและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในระดับสูงได้รับอัตราภาษีต่ำกว่า ขณะที่รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปจะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน ผลิต จ้างงาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยอย่างจริงจัง
“การส่งเสริม EV ไม่ควรทำให้ประเทศไทยเป็นเพียงตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์แห่งอนาคต โดยยิ่งลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วนไทย จ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีมาก ก็ควรได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย” ดร.พจน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยเสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนดรายละเอียดสำคัญให้ชัดเจน โดยเฉพาะสัดส่วน Local Content และ Thai Content รวมถึงหลักเกณฑ์การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU ซึ่งควรมีเพดานปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมจัดสรรสิทธิตามระดับการลงทุนและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตแต่ละรายสร้างให้กับประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการผลิตรถยนต์ที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว โดยเฉพาะรถกระบะซึ่งเป็นโปรดักส์ แชมป์เปี้ยน ของประเทศ รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและเอสเอ็มอี ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน



