ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็ฯครั้งแรกในรอบหลายเดือนของ “นายสนธิ ลิ่มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้การชูธง “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ชาวอิสราเอล ที่มาพำนักอยู่ในประเทศไทยและประพฤติตัวไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และเตรียมจะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะยังไม่กระเทือนไปถึงเสถียรภาพรัฐบาล แต่ก็ต้องจับตามิองนับจากนี้ จะมีการนำประเด็นอะไรมาเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไปหรือไม่
ขณะที่วันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย.นี้ “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการกลุ่มไอลอว์ ได้นัดทำกิจกรรมชวนประชาชนร่วมกิจกรรม #สั่งฟ้องโกงสว #สั่งฟ้อง229 เดินเท้าระยะทาง 11 ก.ม. จากออฟฟิศไอลอว์ ถนนลาดพร้าว ถึงหอศิลปวัฒนธรรม โดยเป็นการอุ่นเครื่องรอฟังผลการลงมติของ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต. )ในวันที่ 14 ก.ย. 69 ซึ่งเป้าหมายชัดเจนคือ ต้องการกดดันกกต.ให้ส่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด ไปสู่ศาลฎีกา นอกจากนี้”เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยังเชิญชวนให้ประชาชน มาร่วมทำกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้”พรรคภท.” โดย” นายศุภชัยใจสมุทร” สส. พรรคสีน้ำเงิน ออกมาวิจารณ์ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง” ควรทำเช่นนี้หรือ? วิพากษ์วิจารณ์ กกต. — ทำได้ เรียกร้องให้ทำงานโปร่งใส — ทำได้ ชุมนุมโดยสงบ — เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ (รธน.)
แต่การที่ หัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาเชิญชวนประชาชนเดิน “กดดัน กกต.” ก่อนการพิจารณาคดี สว. เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า เหมาะสมกับสถานะและความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่? โดยเฉพาะหากเป้าหมายไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่ แต่ต้องการให้ผลการพิจารณาออกมาในทิศทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
เชื่อว่าเป้าหมายของ”พรรคส้ม” ต้องการให้คดี”ฮั้วสว.” กลายเป็นชนักปักหลัง พรรคสีน้ำเงิน หวังไกลไปถึงขั้นให้ “ศาสฎีกา”สั่งให้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ เพราะจะมีผลกระทบกับฝ่ายบริหาร และอาจส่งผลทำกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ(รธน. )ซึ่งเชื่อมกับระบบการเมืองและการปกครอง
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีผลการตัดสินคดีฮั้งสว. ออกมาอย่างไรก็พร้อมรับใช่หรือไม่ว่า า “ผมไม่พร้อมอะไรทั้งนั้น เพราะว่าผมไม่เกี่ยว ไม่ได้มีความกังวลใดๆ ตัวบุคคลไม่สำคัญเท่ารัฐบาล รัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องที่ไม่ใช่นโยบาย เรื่องผิดกฎหมาย เรื่องขัดรธน. รัฐบาลของนายอนุทินไม่ทำ”

ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แถลงข่าวกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสว. ในวันที่ 14 ก.ย.ว่า ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. นี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โต หาก กกต. ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิม ที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึง กกต. 4 คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน
“หากวันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคปชป.พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว. สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป“นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 29 ตค. 68 ที่ผ่านมา พยานในคดีฮั้วเลือกสว.ได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติม เป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การ ถึง ประธานกกต.และได้ลงเลขรับไว้เมื่อวันที่ 30ตค. 68 โดยมีรายละเอียดว่าข้าพเจ้า ได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่17 ตค.68 ที่สำนักงานกกต.ดังความแจ้งแล้วนั้น าขอให้ถ้อยคำเป็นหนังสือ โดยทราบดีว่าการให้การอันเป็นเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมาย ข้าพเจ้าขอสาบานและปฏิญาณตนว่าจะให้ถ้อยคำด้วยความสัตย์จริงทุกประการ โดยมี

1.ข้าพเจ้าเคยเป็นสมาชิกพรรคภท. และมีความขัดแย้งกับพรรคอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ต่อมามีชายไม่ทราบชื่อได้ติดต่อ ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยแจ้งให้ทราบว่า จะต้องถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากพรรคภท. ในอนาคตรวมถึงบุตรชาย และอ้างว่ารู้จักคนในรัฐบาล และยังาสามารถช่วยเหลือ ให้หลุดพ้นจากข้อหาได้ โดยเปลี่ยนข้าฯ จากผู้ต้องหามาเป็นพยานในคดี
2.บุคคลดังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ( ตร.) หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้าง และใส่ร้ายทางการเมืองกับภท. โดยมีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐาน เพื่อใส่ร้ายว่าข้าพเจ้ามีส่วนร่วม ในการฮั้วเลือกสว. โดยข้าพเจ้าต้องพ้นตำแหน่งสส.และรับโทษทางอาญา ทั้งยังอ้างว่ามีผู้ให้ความร่วมมือจำนวนมากแล้ว เนื่องจากบางส่วนได้รับผลประโยชน์ตอบแทน และบางส่วนถูกข่มขู่จนเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาล 3.ขอยืนยันว่า ตามคำให้การที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้นั้น ความจริงแล้วไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วเลือกสว.4.ผลของการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐข้างต้น จึงเป็นเหตุให้สว.รวมชื่อมีการร้องศาลรธน.กล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ศาลรธน.มีมติสั่งให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่
5. เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ข้าพเจ้ารู้สึกในความปลอดภัย เนื่องจากกลุ่มคณะบุคคลที่สมรู้ร่วมคิด ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำใส่ร้ายพรรคภท. ไม่ได้มีอำนาจในรัฐบาลแล้ว จึงเป็นเหตุที่ต้องการ แก้ไขข้อความให้ตรงกับความเป็นจริง ขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง และมิได้เจตนาจะให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน แต่การให้ถ้อยคำของข้าพเจ้า เกิดจากการถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ให้ถ้อยคำพาดพิงใส่ร้าย ตามบทที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ยืนยันการให้ถ้อยคำครั้งนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ คำให้การใดๆ ที่ขัดหรือแย้ง กับคำให้การครั้งนี้ ให้ถือคำให้การครั้งนี้ เป็นคำให้การที่ถูกต้องและได้แจ้งความร้องทุกข์ ให้พนักงานสอบสวนสภ.เมืองขอนแก่นไว้แล้ว
น่าสนใจคือ เอกสารคำให้การของพยาน ที่ระบุเคยว่า เคยถูกข่มขู่ สั่งว่าให้ข่มขู่ สั่งให้ซัดทอด”ภรรคภท.ย” ยืนยันไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วเลือกสว. โดอยแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองขอนแก่น ต้องรอดู “พยาน”จะกล้าเปิดเผยตัวหรือไม่
ตัวเลขจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 338 ต่อ 144 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท สะท้อนความเป็นจริงทางการเมือง น เมื่อพิจารณาผลการลงมติ พบว่า เสียงข้างมาก 338 เสียงที่ฝั่งรัฐบาลได้รับนั้น มีจำนวนมากกว่าฐานเสียงเดิม 292 เสียง จาก 16 พรรคร่วมรัฐบาลชุดที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำจัดตั้งรัฐบาล ถึง 46 เสียง โดยปัจจัยสำคัญมาจากเสียงสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคกล้าธรรม (กธ. ) ที่พา สส. ตบเท้าลงมติเห็นชอบถึง 56 เสียง เว้นเพียง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สส.สระแก้ว ที่ไม่ปรากฏผลการลงมติ นอกจากนี้ยังได้เสียงสนับสนุนเสริมจาก “พรรคไทยสร้างไทย(ทสท. )” เข้ามาร่วมโหวตเห็นชอบครบทั้ง 2 เสียง
สำหรับผลการลงคะแนนรายพรรคการเมือง ฝั่งแกนนำรัฐบาลอย่าง พรรคภท.)เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แม้จะไม่ปรากฏการลงคะแนนเสียงจำนวน 7 เสียง ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ (เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ), นายเสมอกัน เที่ยงธรรม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี, นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ, นายไตรเทพ งามกมล สส.บุรีรัมย์, นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล และนางสาวสุดาชา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ
ด้าน พรรคเพื่อไทย (พท. ) ลงมติเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกันอย่างเหนียวแน่น เช่นเดียวกับ พรรคประชาชาติ(ปช.) ที่แม้จะมีกระแสข่าวภายในพรรค รวมถึง” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ออกมาเคลื่อนไหวทางคดีความอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังลงมติเห็นชอบตามแนวทางรัฐบาล ส่วน พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงมติเห็นชอบครบถ้วน เว้นเพียง นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ที่ไม่ปรากฏการลงคะแนน ขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็กอีก 11 พรรค ต่างพร้อมใจเทคะแนนเห็นชอบให้อย่างเป็นเอกภาพ ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ, พรรคเศรษฐกิจ, พรรคเพื่อชาติไทย, พรรคทางเลือกใหม่, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคมิติใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคใหม่ และพรรคโอกาสใหม่

ทางด้านฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคประชาชน(ปชน.) ลงมติ ไม่เห็นชอบ เป็นหลัก เว้นเพียง นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี ที่โหวตสวนมติพรรค และ ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กรุงเทพฯ ที่ไม่ปรากฏการลงคะแนน ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ลงมติไม่เห็นชอบเช่นกัน โดยมี สส. ไม่ปรากฏการลงคะแนน 2 ราย คือ นายอัมพร พินะสา และนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ เช่นเดียวกับ พรรคไทรวมพลัง ที่ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของ นายณรงค์ชัย วีระกุล สส.อุบลราชธานี ขณะที่พรรคเสรีรวมไทยและพรรคไทยภักดี ลงมติไม่เห็นชอบตามแนวทางฝ่ายค้านอย่างชัดเจน
ด้าน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า “ หัวหน้าพรรคกธ. กล่าวยืนยันว่า การลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯเป็นไปตามมติและแนวทางเดียวกันของพรรค โดยสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ยึดหลักเหตุผล ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ตลอดการพิจารณางบประมาณ พรรคกธ.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งตรวจสอบ ตั้งคำถาม และทักท้วงในประเด็นที่เห็นว่าต้องได้รับความชัดเจน ขณะเดียวกัน หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ พรรคก็พร้อมให้การสนับสนุน

“พรรคกธ.มีเอกภาพ เราคิดและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครแตกแถวแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศ ย้ำจุดยืนของพรรคคือการพิจารณาทุกเรื่องด้วยเหตุผล สิ่งใดไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าทักท้วง สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ต้องกล้าสนับสนุน โดยไม่ให้อคติหรือความแตกต่างทางการเมือง มาอยู่เหนือประโยชน์ส่วนรวม การเมืองแข่งขันกันได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของบ้านเมือง เราต้องยืนอยู่ข้างประชาชน สิ่งใดดีเราก็พร้อมสนับสนุน สิ่งใดไม่ถูกต้องเราก็พร้อมตรวจสอบ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ด้าน”นายอนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพรรคธ.โอกาสร่วมรัฐบาลใน 4 ปีนี้หรือไม่ ว่า การเมืองมันไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส ถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยมีพรรคกธ.เข้ามาร่วมด้วย นายกฯ ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด
ท่าทีพรรคกธ. เป็นสัญญาณชัดเจน พร้อมสนับสนุนรัฐบาล ภายใต้การนำของ”พรรคภท.” และอาจไม่ร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน กับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานยังไม่ครบ 1ปี หรือจะมีการปรับครม.ในอนาคต ดึงพรรคกธ.เข้าร่วมรัฐบาล
ทีมข่าวการเมือง



