นายณพลเดช มณีลังกา อดีตอนุกรรมาธิการพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีกรมสรรพากรเตรียมหารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการด้านภาษีที่เกี่ยวข้องกับวัด ว่า สังคมจำเป็นต้องแยกข้อเท็จจริงทางกฎหมายออกจากการใช้ถ้อยคำที่อาจสร้างความเข้าใจผิด โดยเฉพาะคำว่า ภาษีวัด เพราะในทางกฎหมาย ไม่มีภาษีเงินได้ของวัดที่เรียกเก็บจากเงินบริจาคหรือรายได้ของวัดในฐานะเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมสรรพากรควรสื่อสารเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและใช้ถ้อยคำที่ถูกต้อง เพราะหากประชาชนได้ยินว่ารัฐกำลังเก็บภาษีวัด ย่อมเกิดคำถามทันทีว่า เงินทำบุญของประชาชนจะถูกนำไปเสียภาษีหรือไม่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง วัดไม่ได้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากรายได้ของวัดในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

นายณพลเดช กล่าวต่อไปว่า คำว่า ภาษีวัด จึงควรหยุดใช้ หากหมายถึงการนำรายได้หรือเงินบริจาคของวัดไปเสียภาษีเงินได้ เพราะไม่ใช่หลักกฎหมาย แต่สิ่งที่มีอยู่จริงคือหน้าที่ทางภาษีบางประการของวัดในฐานะผู้จ่ายเงิน เช่น เมื่อวัดจ่ายค่าจ้าง ค่าก่อสร้าง หรือค่าบริการบางประเภท หากเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากร วัดอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเก็บภาษีเงินได้ของวัด หลักการด้านภาษีต้องพิจารณาควบคู่กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 67 ซึ่งกำหนดให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งต้องส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาพระพุทธศาสนาและการเผยแผ่หลักธรรม พร้อมทั้งในระบบภาษียังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์การหรือสถานสาธารณกุศลและกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์หรือสาธารณประโยชน์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนด การบริจาคเพื่อพระพุทธศาสนาและการทำกิจกรรมเพื่อสังคมสงเคราะห์จึงควรได้รับการส่งเสริมภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่สร้างความรู้สึกว่าการทำบุญของประชาชนกำลังถูกนำไปเป็นฐานในการจัดเก็บภาษีจากวัด เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ชัดทั้งกับวัดและประชาชน

นายณพลเดช กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีระบบ e-Donation เป้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยืนยันข้อมูลการบริจาค ถือว่าเป็นประโยชน์ เพราะช่วยลดภาระด้านเอกสารและทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรได้สะดวกขึ้น แต่เมื่อระบบมีข้อมูลการบริจาคของประชาชนจำนวนมาก กรมสรรพากรต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นพิเศษ อยากฝากกรมสรรพากรว่า ข้อมูล e-Donation ไม่ใช่ข้อมูลธรรมดา เพราะเกี่ยวข้องกับชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน และข้อมูลทางภาษี หากเกิดข้อมูลหลุดแล้วไปถึงมือมิจฉาชีพ อาจถูกนำไปใช้สร้างเรื่องหลอกลวง แอบอ้างเป็นกรมสรรพากรหรือหน่วยงานรัฐ หรือหลอกให้ประชาชนโอนเงินเพิ่มเติมได้ จึงต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนหลังว่าใครเข้าถึงข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้เมื่อใด

 “ภาษีเงินได้ของวัดไม่มีอยู่จริงตามกฎหมาย ขณะที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นหน้าที่ตามกฎหมายในบางธุรกรรมของวัด และไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ของวัด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้ประเด็นทางภาษีกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชน” นายณพลเดช กล่าว