สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่า ผลการศึกษาชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (ยูทีเอส) พบว่า ผู้ที่มีความผูกพันทางจิตใจกับแบรนด์อาหารจานด่วนและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาจมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยรวมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แม้ได้รับคำเตือนเกี่ยวกับโภชนาการก็ตาม


ผลการศึกษาระบุว่า ความภักดีต่อแบรนด์อาหารจานด่วนในระดับจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งสามารถคาดการณ์ปริมาณการบริโภคไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลของแต่ละคนได้


คณะนักวิจัยดำเนินการศึกษา 2 ครั้ง กับกลุ่มตัวอย่างวัยผู้ใหญ่ในออสเตรเลียและสหรัฐ โดยประเมินทัศนคติที่มีต่อแบรนด์อาหารจานด่วนและเครื่องดื่ม การรับรู้เกี่ยวกับความดีต่อสุขภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยรวม


ผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่ในวารสาร “เจอร์นัล ออฟ เฮลธ์ คอมมิวนิเคชัน” (Journal of Health Communication) ระบุว่า การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพสามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด ขณะที่การโฆษณาอาหารจานด่วนอย่างเข้มข้น อาจมีส่วนทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร


นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ชื่นชอบแบรนด์อาหารจานด่วน ไม่เพียงบริโภคไขมันและน้ำตาลในปริมาณมากขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มมองว่าแบรนด์เหล่านั้นมีผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าอีกด้วย


คณะผู้วิจัยวิเคราะห์ว่า ความรู้ด้านโภชนาการมีส่วนต่อการประเมินสุขภาพของอาหาร แต่ปัจจัยที่สามารถคาดการณ์การประเมินดังกล่าวได้ดีที่สุด คือระดับความชื่นชอบที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์นั้น


การพบเห็นแบรนด์อาหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าอาจสร้างความคุ้นเคยและความรู้สึกเชิงบวก ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้เรื่องสุขภาพ ตลอดจนการตัดสินใจเลือกอาหารของผู้บริโภค


ทีมนักวิจัยจึงเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงอิทธิพลของการตลาดอาหารมากขึ้น รวมถึงผลักดันมาตรการควบคุมการโฆษณาอาหารขยะที่เข้มงวดกว่าเดิม เนื่องจากการตลาด อาจมีส่วนกำหนดพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชาชนในวงกว้าง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES