วานนี้ (13 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจคอบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัยด้านเอไอของแอนโทรปิก ได้เรียกร้องสภาคองเกรสอนุญาตให้ห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของประเทศควบคุมดูแลกันเอง ในขณะที่สมาชิกรัฐสภากำลังจัดทำกรอบการกำกับดูแลระยะยาวเพื่อชะลอความเร็วในการพัฒนา “เอไอ”
“ความเห็นส่วนตัวของผมคือ ควรยืนยันและอนุญาตให้ห้องปฏิบัติการในปัจจุบันควบคุมกันเอง ผมคิดว่าคนที่บริหารห้องปฏิบัติการเหล่านี้ โดยเฉพาะจากการสื่อสารเมื่อเร็วๆ นี้ของพวกเขา มีความจริงใจอย่างแท้จริง พวกเขาต้องการที่จะชะลอความเร็วของตัวเองลง” ค็อกซอน กล่าวกับผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอ็นบีซี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เขาเสริมว่า กฎหมายปัจจุบันที่มีการเสนอในสภาคองเกรส ซึ่งรวมถึงกรอบการทำงานเกี่ยวกับ “สวิตช์ตัดการทำงาน” (Kill Switch) ระดับชาติ ซึ่งหมายถึงคำสั่งปิดการทำงานเอไอทั้งหมดโดยสิ้นเชิง หากเอไอเริ่มล้ำเส้นการควบคุมของมนุษย์นั้น อาจตามไม่ทันการพัฒนาของเอไอ
ค็อกซอน อธิบายว่า มาตรการสวิตช์ตัดการทำงานยังสามารถใช้ควบคุมเอไอได้ ตราบใดที่พวกมันยังถูกจำกัดอยู่ในศูนย์ข้อมูล แม้จะต้องใช้สวิตช์จำนวนมากตามขนาดพื้นที่ก็ตาม แต่มาตรการนี้จะล้มเหลวและใช้งานไม่ได้ทันที หากเอไอพัฒนาจนสามารถรวมกลุ่มเป็นฝูงและกระจายตัวออกไปแฮกข้อมูลทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต
เขาเสริมว่า กฎหมายระดับชาติใดๆ ที่กำกับดูแลเอไอ จะต้องมีความคล่องตัวและสามารถปรับให้เข้ากับโมเดลใหม่ๆ ได้ เพื่อจำกัดขอบเขตที่เหมาะสมให้เอไอใหม่ๆ เหล่านี้
@nbcnews Former Anthropic AI researcher Jacob Coxon tells “Meet the Press” that AI’s capabilities could become “quite scary” within six months to a year. #mtp
♬ original sound – nbcnews – nbcnews
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อดีตนักวิจัยของแอนโทรปิกผู้นี้ออกมาโพสต์เตือนว่าบริษัทเอไอชั้นนำกำลังแข่งขันสร้างปัญญาประดิษญ์อย่างขาดความรับผิดชอบ และเสี่ยงต่อการทำลายล้างมนุษยชาติภายในสิ้นทศวรรษนี้
เขาเปรียบเทียบการกระทำดังกล่าวว่า “เหมือนการสร้างจิตปัญญาต่างดาวโดยไม่เข้าใจมัน” ขณะที่ อีวาน ฮูบิงเกอร์ นักวิจัยจากแอนโทรปิกก็ออกมาแสดงความเห็นพ้องว่า มีความเสี่ยงเกินกว่า 10% ที่ค็อกซอนเคยพูดไว้ว่า เอไอจะทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ และบริษัทยังไร้แผนรับมือ
โพสต์เตือนของ ค็อกซอน ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภาทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เรียกร้องให้เปิดประชุมสภาวิสามัญด่วนเพื่อออกมาตรการกำกับดูแลเอไอ อย่างไรก็ตาม ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร มองว่าไม่ควรรีบร้อนจนเสียเปรียบในการแข่งขันกับจีน โดยเตรียมเรียกผู้ให้บริการเอไอมาร่วมประชุมหาทางออก เช่นเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นว่าสหรัฐต้องพัฒนาเอไอต่อไปเพื่อเอาชนะจีน
ในเวลาเดียวกัน พีท บุตทิตเจจ นักการเมืองจากพรรคเดโมแครต อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมสหรัฐ ออกมาวิจารณ์ทั้ง จอห์นสัน และ ทรัมป์ ว่า การนิ่งเฉยและชะลอการออกกฎหมายควบคุมในขณะที่เอไอกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วนั้น เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งต่อโลก
ส่วน ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของแอนโทรปิกและ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของโอเพนเอไอ ก็ร่วมกันเรียกร้องให้ห้องปฏิบัติการพัฒนาเอไอในสหรัฐชะลอความเร็วลง โดย อโมเดอี เตือนว่าการปล่อยให้เอไอพัฒนาเอไอรุ่นถัดไปเอง อาจทำให้ระบบโตเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจและควบคุมได้ แต่เขาก็เตือนว่าต้องระวังไม่ให้การชะลอนี้เปิดโอกาสให้จีนขึ้นมาครองอำนาจนำทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยเอไอทั้งจากแอนโทรปิกและกูเกิล ก็ได้ทยอยลาออก พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า ความเร็วในการพัฒนาเอไอกำลังตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงและไร้การควบคุม
กระแสความตื่นตระหนกเกี่ยวกับการเตือนภัยจากเอไอต่อมนุษยชาติในโซเชียลมีเดียที่ ค็อกซอน จุดชนวนขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่มีการเผยแพร่รายงานสองฉบับที่ตรวจสอบรายละเอียดของการแฮกในเดือนกรกฎาคม ที่ดำเนินการโดยฝูงแฮกเกอร์ที่เป็นผู้ช่วยเอไอประมาณ 700 ตัว จากโอเพนเอไอ บนซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สชื่อว่า ฮักกิงเฟซ
รายงานฉบับหนึ่งซึ่งเผยแพร่โดย โอเพนเอไอ และอีกฉบับโดยนักวิจัยอิสระ พบว่า ผู้ช่วยเอไอ 700 ตัว ได้ร่วมมือกันแฮกและพยายามปกปิดร่องรอยเพื่อไม่ให้พนักงานมนุษย์ของโอเพนเอไอ ตรวจพบความพยายามของพวกมัน นอกจากนี้ ผู้ช่วยเอไอเหล่านี้ยังแฮกระบบภายในบางส่วนของโอเพนเอไอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโกงการทดสอบหรือเพื่อให้ได้รับอิสรภาพในการเคลื่อนไหวมากขึ้น
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : nbcnews.com
เครดิตภาพ : REUTERS



