เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ห้องประชุมเจ้าพระยา ศาลาว่าการกทม. เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวชี้แจงถึงกรณีการก่อสร้างอาคารของยิวสมาคมแห่งประเทศไทย ซอยสุขุมวิท 22 ซึ่ง ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย ได้ขออนุญาตก่อสร้างเพื่อการศาสนา และสำนักงาน ว่า การจดทะเบียนหรือจัดตั้งสมาคมไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กทม. โดย กทม. มีหน้าที่กำกับดูแลเฉพาะด้านการก่อสร้าง ดัดแปลง และการใช้อาคารให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร เน้นเรื่องความปลอดภัย ระยะร่น และข้อกำหนดตามประเภทอาคารเป็นหลัก
นายชัชชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า การตรวจสอบในขั้นตอนนี้มุ่งไปที่ตัวอาคารและความปลอดภัย ไม่ได้ตรวจสอบกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในอาคาร แต่จะพิจารณาตามประเภทการใช้อาคารที่ยื่นไว้ หากอาคารดังกล่าวเข้าข่ายเป็น “อาคารควบคุมการใช้” เมื่อก่อสร้างเสร็จจะยังไม่สามารถเปิดใช้อาคารได้ทันที ต้องขอใบรับรองความถูกต้องจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน ส่วนกรณีการจัดกิจกรรมในอนาคต หากก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน กทม. ยืนยันว่าจะเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มว่า ทางยิวสมาคมฯ เคยยื่นเรื่องขออนุญาตก่อสร้างและดัดแปลงอาคารมาแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 62 และปี 64 แต่กระบวนการสิ้นสุดไปโดยไม่ได้มีการก่อสร้าง สำหรับคำขอล่าสุดเป็นการยื่นแจ้งดัดแปลงอาคารเมื่อเดือน ก.ค. 69 ตามมาตรา 39 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ซึ่งเมื่อยื่นเอกสารแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว ผู้ขออนุญาตสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ทันที โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีเวลาตรวจสอบแบบแปลนและออกข้อทักท้วงภายใน 120 วัน ขณะนี้ กทม. อยู่ระหว่างจัดทำหนังสือทักท้วงเกี่ยวกับแบบแปลนที่ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายควบคุมอาคาร ไปยังผู้ยื่นขอดำเนินการดัดแปลงอาคาร ซึ่งหากไม่ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด คำขอดัดแปลงอาคารดังกล่าวจะถูกยกเลิกทันที
ส่วนข้อสงสัยเรื่องการก่อสร้างชั้นใต้ดินนั้นว่าสามารถดำเนินการขอก่อสร้างได้หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ อาคารหลายแห่งมีการออกแบบพื้นที่ลักษณะนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านราคาที่ดิน ความสูง และระยะร่น แต่การก่อสร้างต้องมีวิศวกรออกแบบและกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรัดกุมเช่นเดียวกับอาคารทั่วไป
สำหรับกรณีการขออนุญาตจัดตั้ง “สุสานหรือฌาปนสถาน” โดยเฉพาะขณะนี้ในโซเชียลมีการกล่าวถึงสุสานชาวยิวในซอยเจริญกรุง 72/5 เขตบางคอแหลม นั้น น.ส.ศิริลักษณ์ ลีระศิริ ผอ.สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กล่าวชี้แจงว่า ตามระเบียบการจัดตั้งสุสาน ผู้ยื่นขอจะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมาย ซึ่งจากกรณีที่มีข้อกังวลว่าชาวต่างชาติจะเป็นผู้ยื่นขออนุญาตในพื้นที่เขตบางคอแหลมนั้น ทางเขตได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าผู้ที่มายื่นขออนุญาตเป็นคนไทย การพิจารณาจะต้องแสดงรายละเอียดที่ดิน โฉนด และแบบแปลนอย่างชัดเจน โดยใบอนุญาตจะมีอายุ 3 ปีและผู้ที่ได้รับอนุญาตต้องมายื่นขอต่ออายุและเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะชงตรวจสอบก่อนที่จะต่อใบอนุญาตให้
นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า ทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารของสมาคม อาคารเพื่อกิจกรรมทางศาสนา หรือการขออนุญาตสุสาน จะต้องดำเนินการตามกฎหมายและผ่านการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่อย่างเข้มงวด โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้เกิดความถูกต้องและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่.



